โปรไบโอติก จุลินทรีย์ปลอดภัยที่มีชีวิตโปรไบโอติก จุลินทรีย์ปลอดภัยที่มีชีวิต

โปรไบโอติก จุลินทรีย์ปลอดภัยที่มีชีวิต ซึ่งอยู่ในระบบลำใส้ของทั้งคนและสัตว์  มีส่วนช่วยในการปรับสมดุลของร่างกาย และเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับสิ่งมีชีวิตที่อาศัย (Fuller 1989; 1991; Goldin 1998; Gismondo และคณะ, 1999) ช่วยต้านการกลายพันธุ์ ต้านโรคมะเร็ง ลดปริมาณคลอเลสเตอรอลในเลือด ช่วยระบบย่อยอาหาร และช่วยยับยั้งจุลินทรีย์ที่ก่อให้เกิดโรคในระบบทางเดินอาหาร (Harish K. และ Varghese T., 2006) บิฟิโดแบคทีเรีย (Bifidobacterium spp.) อยู่ในกลุ่มแบคทีเรียแลคติก (Lactic acid bacteria) และเป็นโปรไบโอติกที่มีความสำคัญต่อมนุษย์และสัตว์เป็นอย่างมาก 

          คำจำกัดความของโปรไบโอติก (probiotic) โดยองค์การอนามัยโลก (WHO) และองค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ปี คศ. 2002 ได้ให้คำจำกัดความโปรไบโอติกคือ"จุลินทรีย์ที่ยังมีชีวิต เมื่อรับประทานหรือกินเข้าไปโดยมนุษย์หรือสัตว์ในปริมาณที่เพียงพอและเหมาะสม จะก่อให้เกิดผลดีต่อสุขภาพของร่างกายของสิ่งมีชีวตนั้น" ดังนั้น โปรไบโอติก จึงเป็นกลุ่มจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย มีคุณสมบัติช่วยป้องกันหรือทำลายจุลินทรีย์ก่อโรคที่จะเข้ามาบุกรุก และทำให้เกิดโรคในระบบทางเดินอาหาร ช่วยปรับสภาพสมดุลของกลุ่มจุลินทรีย์ในระบบทางเดิน และจุลินทรีย์ที่ดีเหล่านี้ จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการย่อยอาหารและการดูดซึมอาหารได้ดีขึ้น และยังสร้างภูมิคุ้มกัน จึงได้มีการนำเอาจุลินทรีย์โปรไบโอติกมาใช้ในการเลี้ยงสัตว์ โดยจะทำให้ส่งเสริมการเจริญเติบโตของสัตว์ที่ดีขึ้น มีสุขภาพแข็งแรง ต้านทานต่อเชื้อโรคที่เข้ามาบุกรุก ช่วยการย่อยอาหารและการดูดซึมอาหารได้ดีขึ้น ทำให้สัตว์มีอัตราการสูญเสียหรืออัตราการตายน้อยลง ช่วยเพิ่มผลผลิตให้แก่เกษตรกร

        จุลินทรีย์โปรไบโอติกส่วนใหญ่เป็นแบคทีเรียกลุ่มสร้างกรดแลคติก (lactic acid bacteria) เช่น แลคโตบาซิลลัส(Lactobacillus) ได้แก่ Lactobacillus acidophilus, L. bulgaricus, L. casei, L. fermigatus และ L. plantarum บิฟิดิโอแบคทีเรียม (Bifidobacterium) ได้แก่ Bifidobacterium adolescentis, B. animalis, B. bifidum, B. infantis และ B. thermophilus เพ็ดดิโอค็อกคัส (Peddiococcus) ได้แก่ Peddiococcus acidilactocii, P. cerevisiae และ P. pentosaceus นอกจากแบคทีเรียแล้ว ยังมีจุลินทรีย์กลุ่มยีสต์ได้แก่ Candida pintoleppesii และ Saccharomyces cerevisiae และรา ได้แก่ Aspergillus niger และ A. oryzae เป็นต้น

          ปัจจุบันมีการทดลองวิจัยนำโปรไบโอติกมาใช้ในการเลี้ยงสัตว์มากขึ้น ยกตัวอย่างเช่น   การนำมาใช้ในอุตสาหกรรมการประมง และในอุตสาหกรรมการเลี้ยงสัตว์บกและสัตว์ปีก เช่น สุกร  โค  ไก่ ก็ให้ผลการเลี้ยงที่ดีเป็นที่น่าพอใจ เมื่อเปรียบเทียบกับการเลี้ยงที่ใช้สารเคมีหรือยาปฏิชีวนะ โดยทำให้สัตว์ต่างๆ มีอัตราการเจริญเติบโตที่รวดเร็ว มีอัตราการแลกเนื้อที่ดีกว่า ได้น้ำหนักตัวที่มากกว่า  จึงเป็นการเพิ่มผลผลิต และช่วยลดการใช้สารเคมีหรือยาปฏิชีวนะในการเลี้ยงสัตว์ได้เป็นอย่างดี ดังนั้นการใช้สารเสริมชีวนะ โปรไบโอติก (probiotics) มาใช้ในการเลี้ยงสัตว์จึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ดี และที่สำคัญยังส่งผลให้เกิดผลดีต่อผู้บริโภคอย่างพวกเราอีกด้วย

โปรไบโอติก จุลินทรีย์ปลอดภัยที่มีชีวิต ซึ่งอยู่ในระบบลำใส้ของทั้งคนและสัตว์  มีส่วนช่วยในการปรับสมดุลของร่างกาย และเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับสิ่งมีชีวิตที่อาศัย (Fuller 1989; 1991; Goldin 1998; Gismondo และคณะ, 1999) ช่วยต้านการกลายพันธุ์ ต้านโรคมะเร็ง ลดปริมาณคลอเลสเตอรอลในเลือด ช่วยระบบย่อยอาหาร และช่วยยับยั้งจุลินทรีย์ที่ก่อให้เกิดโรคในระบบทางเดินอาหาร (Harish K. และ Varghese T., 2006) บิฟิโดแบคทีเรีย (Bifidobacterium spp.) อยู่ในกลุ่มแบคทีเรียแลคติก (Lactic acid bacteria) และเป็นโปรไบโอติกที่มีความสำคัญต่อมนุษย์และสัตว์เป็นอย่างมาก 

          คำจำกัดความของโปรไบโอติก (probiotic) โดยองค์การอนามัยโลก (WHO) และองค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ปี คศ. 2002 ได้ให้คำจำกัดความโปรไบโอติกคือ"จุลินทรีย์ที่ยังมีชีวิต เมื่อรับประทานหรือกินเข้าไปโดยมนุษย์หรือสัตว์ในปริมาณที่เพียงพอและเหมาะสม จะก่อให้เกิดผลดีต่อสุขภาพของร่างกายของสิ่งมีชีวตนั้น" ดังนั้น โปรไบโอติก จึงเป็นกลุ่มจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย มีคุณสมบัติช่วยป้องกันหรือทำลายจุลินทรีย์ก่อโรคที่จะเข้ามาบุกรุก และทำให้เกิดโรคในระบบทางเดินอาหาร ช่วยปรับสภาพสมดุลของกลุ่มจุลินทรีย์ในระบบทางเดิน และจุลินทรีย์ที่ดีเหล่านี้ จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการย่อยอาหารและการดูดซึมอาหารได้ดีขึ้น และยังสร้างภูมิคุ้มกัน จึงได้มีการนำเอาจุลินทรีย์โปรไบโอติกมาใช้ในการเลี้ยงสัตว์ โดยจะทำให้ส่งเสริมการเจริญเติบโตของสัตว์ที่ดีขึ้น มีสุขภาพแข็งแรง ต้านทานต่อเชื้อโรคที่เข้ามาบุกรุก ช่วยการย่อยอาหารและการดูดซึมอาหารได้ดีขึ้น ทำให้สัตว์มีอัตราการสูญเสียหรืออัตราการตายน้อยลง ช่วยเพิ่มผลผลิตให้แก่เกษตรกร

        จุลินทรีย์โปรไบโอติกส่วนใหญ่เป็นแบคทีเรียกลุ่มสร้างกรดแลคติก (lactic acid bacteria) เช่น แลคโตบาซิลลัส(Lactobacillus) ได้แก่ Lactobacillus acidophilus, L. bulgaricus, L. casei, L. fermigatus และ L. plantarum บิฟิดิโอแบคทีเรียม (Bifidobacterium) ได้แก่ Bifidobacterium adolescentis, B. animalis, B. bifidum, B. infantis และ B. thermophilus เพ็ดดิโอค็อกคัส (Peddiococcus) ได้แก่ Peddiococcus acidilactocii, P. cerevisiae และ P. pentosaceus นอกจากแบคทีเรียแล้ว ยังมีจุลินทรีย์กลุ่มยีสต์ได้แก่ Candida pintoleppesii และ Saccharomyces cerevisiae และรา ได้แก่ Aspergillus niger และ A. oryzae เป็นต้น

          ปัจจุบันมีการทดลองวิจัยนำโปรไบโอติกมาใช้ในการเลี้ยงสัตว์มากขึ้น ยกตัวอย่างเช่น   การนำมาใช้ในอุตสาหกรรมการประมง และในอุตสาหกรรมการเลี้ยงสัตว์บกและสัตว์ปีก เช่น สุกร  โค  ไก่ ก็ให้ผลการเลี้ยงที่ดีเป็นที่น่าพอใจ เมื่อเปรียบเทียบกับการเลี้ยงที่ใช้สารเคมีหรือยาปฏิชีวนะ โดยทำให้สัตว์ต่างๆ มีอัตราการเจริญเติบโตที่รวดเร็ว มีอัตราการแลกเนื้อที่ดีกว่า ได้น้ำหนักตัวที่มากกว่า  จึงเป็นการเพิ่มผลผลิต และช่วยลดการใช้สารเคมีหรือยาปฏิชีวนะในการเลี้ยงสัตว์ได้เป็นอย่างดี ดังนั้นการใช้สารเสริมชีวนะ โปรไบโอติก (probiotics) มาใช้ในการเลี้ยงสัตว์จึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ดี และที่สำคัญยังส่งผลให้เกิดผลดีต่อผู้บริโภคอย่างพวกเราอีกด้วย

Top