แทนคุณ ออร์แกนิคฟาร์ม ปศุสัตว์ทาง “เลือก” ปศุสัตว์ทาง “รอด”แทนคุณ ออร์แกนิคฟาร์ม ปศุสัตว์ทาง “เลือก” ปศุสัตว์ทาง “รอด”

      การเลี้ยงสัตว์เศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นสุกร ไก่เนื้อ ไก่ไข่ หรือสัตว์เศรษฐกิจอื่นๆ ปัจจุบันต้องยอมรับว่ามีเกษตรกรที่เลี้ยงอยู่หลายกลุ่ม หลายประเภท และหลายระดับ ทั้งเกษตรกรรายเล็ก รายย่อย และรายใหญ่ ซึ่งแน่นอนว่าการแข่งขันย่อมสูงตาม เนื่องจากประชากรสัตว์เหล่านั้น บางครั้งสูงเกินกว่าที่ตลาดต้องการ ดังจะเห็นได้จากราคาที่ตกต่ำอยู่ในเวลานี้ นั่นเป็นเพราะซัพพลายสูงกว่าดีมานด์ จึงทำให้ราคาตกต่ำอย่างที่เห็น เพราะฉะนั้นคนที่สายป่านยาว หรือมีทุนหนาเท่านั้นที่จะอยู่รอด ส่วนคนที่สายป่านสั้น ทุนน้อย จะอยู่ลำบาก หรืออาจจะต้องเลิกเลี้ยงไปในที่สุด ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นเกษตรกรรายย่อย

      อย่างไรก็ตาม เกษตรกรรายย่อยหรือคนที่มีทุนน้อย การจะอยู่รอดได้จำเป็นจะต้องปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ วิธีการหนึ่งคือ ด้วยการเลี้ยงที่ไม่ใช่วิธีการแบบเดิมๆ ต้องเน้นที่คุณภาพมากกว่าปริมาณ นั่นคือการเลี้ยงที่ทำให้แตกต่างจากคนอื่นหรือคู่แข่ง ซึ่งวิธีการดังกล่าวคือ การเลี้ยงในแนวปศุสัตว์อินทรีย์ ซึ่งเป็น “ปศุสัตว์ทางเลือก” ที่เกษตรกรรายย่อยสามารถทำได้ โดยไม่จำเป็นต้องเลี้ยงจำนวนมาก แต่ควรเลี้ยงจำนวนน้อยหรือพอเหมาะสมแต่ต้องเลี้ยงตามแนววิธีการเลี้ยงแบบอินทรีย์ ซึ่งจะทำให้สามารถผลผลิตขายได้ในราคาที่สูงกว่าผลผลิตที่เลี้ยงกันแบบทั่วไป โดยเฉพาะในกลุ่มตลาดผู้บริโภคที่รักสุขภาพซึ่งยังคงเปิดกว้างอยู่

      เป็นอีกหนึ่งฟาร์มตัวอย่างที่หันมาเดินตามแนวทางปศุสัตว์อินทรีย์ดังกล่าว โดยมีความตั้งใจแน่วแน่ตั้งแต่แรกเริ่ม เพราะมองว่าตลาดยังเปิดกว้างและไปได้อีกไกล ที่สำคัญมองว่าเป็นการเลี้ยงสัตว์ที่มีความยั่งยืนเพราะกระบวนการเลี้ยง การผลิตส่วนใหญ่พึ่งพาตนเอง ซึ่งการพึ่งพาตนเองมากกว่าคนอื่น จะทำให้ปัญหาการเลี้ยงทั้งในส่วนของการผลิตและการตลาดมีน้อย โดยเฉพาะตลาด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของราคาหรือผู้บริโภค จะมีความชัดเจน กล่าวคือ ถ้าเป็นผู้บริโภคก็จะเป็นผู้บริโภคประจำ ถ้าเป็นเรื่องของราคาก็จะสามารถกำหนดราคาขายเองได้ โดยไม่ต้องพะวงกับกลไกตลาด หากว่าสิ่งที่ทำมีความจริงจัง และทำให้ผู้บริโภคเห็นได้ชัดเจน ปัญหาเหล่านี้จะไม่มี

      คุณอำนาจ เล่าถึงที่มาที่ไปของการทำการเกษตรอินทรีย์หรือปศุสัตว์ทางเลือกให้ฟังว่า ด้วยพื้นฐานเป็นคนที่เรียนจบมาทางด้านเกษตรสาขาสัตวบาล จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กำแพงแสนอยู่แล้ว แม้ช่วงแรกของการเรียนจบจะไม่ได้เข้ามาทำเลย เพราะได้มีโอกาสไปทำงานที่ประเทศจีนกับบริษัทแห่งหนึ่ง โดยทำงานในฟาร์มพ่อแม่พันธุ์ไก่เนื้อเป็นเวลา 6 ปี ก่อนจะลาออกมาศึกษาต่อระดับปริญญาโทด้านโภชนะศาสตร์สัตว์ ที่มหาวิยาลัยเดิม มุ่งเป้าไปเป็นนักวิชาการ แต่สุดท้ายก็พบว่า แนวทางนี้ไม่ใช่สิ่งที่ต้องการ การทำงานสายฟาร์มน่าจะเป็นสิ่งที่เหมาะกับตัวเองมากกว่า ดังนั้นเมื่อเรียนจบปริญญาโท จึงไม่มีความคิดที่จะเดินหน้าต่อในสายนี้

“ถ้าถามว่าแรงจูงใจในการทำ เกษตรอินทรีย์ คืออะไร อย่างแรกเลยคือ พึ่งพาตนเองได้และมีความมั่นคงในอาชีพ อย่างที่สองคือ มีความยั่งยืนในทรัพยากรที่มีคือ ดิน น้ำ  เพราะถ้าไม่ใช่อินทรีย์ ดิน น้ำและสิ่งแวดล้อมทั้งหมดจะเสียหาย แต่การทำแบบอินทรีย์ มีแต่ความยั่งยืนและมีมูลค่าเพิ่ม ข้อสุดท้ายคือ มูลค่าเพิ่มของผลผลิตมีความแตกต่างจากการทำเกษตรทั่วไป”

       แต่อย่างไรก็ดี ระหว่างที่เรียนปริญญาโทนั้น ก็ได้มีโอกาสช่วยคุณพ่อคุณแม่ทำนาด้วย และเกิดคำถามขึ้นมาในใจว่า ทำไมชาวนาทำนาแล้วไม่รวยยังจนอยู่ ทำไมชาวนายังทำนาในรูปแบบเดิมๆ ทำไมพึ่งพาตัวเองไม่ได้และต้องพึ่งพาคนอื่น ทำนาแล้วทำไมต้องขายให้โรงสี ทำไมจึงไม่สีข้าวเองแล้วขายเอง คำถามดังกล่าวผุดขึ้นมาในสมองเวลานั้น จนในที่สุดก็อยากที่จะค้นหาคำตอบด้วยตัวเอง ซึ่งถ้าจะได้คำตอบเหล่านี้ก็ต้องลงมือทำเอง แต่จะไม่ทำในรูปแบบเดิมๆ เพราะเห็นแล้วว่าทำไปก็ไม่ได้อะไร  ตอนนั้นคิดได้ว่าทางออกในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ก็คือ “ การทำข้าวอินทรีย์ ”  หลังจากคิดได้แล้ว จึงลงมือทำทันที แต่เนื่องจากความรู้เกี่ยวกับการทำเกษตร หรือการปลูกข้าวแบบอินทรีย์ ยังไม่มีความรู้มากพอ โดยเฉพาะแนวคิด มุมมอง เกี่ยวกับการทำเกษตรอินทรีย์ว่า แท้จริงแล้ว หัวใจคืออะไร อยู่ตรงไหน จึงทำให้ได้เข้าไปเรียนรู้การทำเกษตรอินทรีย์กับ “มูลนิธิข้าวขวัญ” จนทำให้เห็นมุมมองและแนวคิดการทำเกษตรอินทรีย์มากขึ้น ส่วนกระบวนการทำโดยพื้นฐานก็มีอยู่บ้างแล้ว ดังนั้นการเข้าไปเรียนรู้กับมูลนิธิ จึงเน้นประเด็นว่า หัวใจของการทำข้าวอินทรีย์คืออะไร?

      ในปีแรกที่ทำก็เห็นภาพชัดเจน และมองเห็นอะไรๆ หลายอย่าง ที่สำคัญคือ รู้ว่าจะเดินหน้าต่อไปอย่างไรให้เกิดความยั่งยืนในอาชีพ โดยเฉพาะการต่อยอดธุรกิจให้เกิดความหลากหลาย เพื่อลดความเสี่ยง เรื่องของตลาด การใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อลดต้นทุน ซึ่งสิ่งที่เห็นตอนนั้นคือ by product หรือ “ผลพลอยได้” จากการปลูกข้าว ที่สามารถนำไปต่อยอดในส่วนของการเลี้ยงสัตว์ได้ ที่คิดในตอนนั้นคือ “การเลี้ยงไก่” เพราะผลพลอยได้ดังกล่าวคือ แกลบ รำ และปลายข้าว ซึ่งเมื่อนำไปเป็นวัตถุดิบอาหารสัตว์ นอกจากจะช่วยลดต้นทุนการเลี้ยงแล้ว ยังเป็นการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์และเพิ่มมูลค่าจากของเหลือใช้

      เช่นเดียวกับการเลี้ยงไก่ ที่มีความคิดตั้งแต่แรกเริ่มทำข้าวอินทรีย์แล้วว่า จะเลี้ยงแน่นอน เพราะมองเห็นแล้วว่ามีผลพลอยได้คือ แกลบ รำ และปลายข้าว จากโรงสีที่ทำขึ้นเอง จะเป็นวัตถุดิบชั้นดีให้ไก่ได้กิน เพราะเป็นผลพลอยได้ที่ปลอดจากสารเคมี เมื่อนำไปใช้เลี้ยงไก่ ก็จะทำให้ผลิตภัณฑ์ที่ได้ ไม่ว่าจะเป็นเนื้อไก่หรือไข่ไก่ มีความปลอดภัยต่อผู้บริโภค ดังนั้นผลิตภัณฑ์ที่เกิดขึ้นจากฟาร์มแห่งนี้ สามารถพูดได้ว่าปลอดภัยไร้สารเคมีปนเปื้อน แม้จะไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ก็ปลอดภัยกว่าผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการเลี้ยงปกติ

      ปัจจุบัน คุณอำนาจจะมีการเลี้ยงทั้งในส่วนของไก่เนื้อและไก่ไข่ โดยการเลี้ยงทั้งสองจะเน้นไปในแนวทางธรรมชาติ โดยเฉพาะไก่ไข่จะเน้นการเลี้ยงแบบปล่อย ส่วนไก่เนื้อ แม้จะเลี้ยงในโรงเรือน แต่ก็จะเลี้ยงแบบไม่หนาแน่นตามมาตรฐานสหพันธ์เกษตรอินทรีย์นานาชาติ (International Federation of Organic Agriculture Movements – IFOAM) วัตถุดิบที่ใช้จะหลีกเลี่ยงวัตถุดิบที่ปนเปื้อนสารเคมี โดยเฉพาะข้าวโพด จะใช้ข้าวโพดที่ปลูกแบบอินทรีย์ ปลอดจากการใช้ยาหรือสารเคมีต่างๆ ส่วนวัตถุดิบอื่นๆ เช่น แกลบ รำ ปลายข้าว จะได้จากการสีข้าวจากข้าวที่ปลูกเองอยู่แล้ว จึงไม่มีปัญหาอะไร ไม่ต้องกังวลว่าจะปนเปื้อนสารเคมี แต่แหล่งโปรตีน ซึ่งก็คือถั่วเหลือง ยังคงต้องใช้จากโรงงานทั่วไป แต่จะลดการใช้กากถั่วเหลืองที่ได้มาจากการสกัดน้ำมัน โดยใช้ถั่วอบแทน เพราะปลอดภัยกว่า ซึ่งทั้งหมดที่กล่าวมานั้นแปลว่า ที่ฟาร์มแห่งนี้จะผสมอาหารใช้เอง โดยไม่ได้ใช้อาหารเม็ดสำเร็จรูป

       การเลี้ยงไก่ของที่นี่ จะยึดหลักปฏิบัติตาม IFOAM แต่ยังไม่ได้ทำตามครบทุกข้อ โดยเฉพาะเรื่องของวัตถุดิบอาหารสัตว์ ส่วนเรื่องอื่นๆ เช่น พื้นที่การเลี้ยงไก่เนื้อก็จะเป็นไปตามที่กำหนด ส่วนไก่ไข่จะไม่เลี้ยงในกรงตับแต่จะเลี้ยงแบบปล่อยแปลง เพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนด ส่วนเรื่องของพันธุ์สัตว์ ตามมาตรฐานอนุโลมให้ใช้พันธุ์สัตว์ทางการค้าได้ แต่จะต้องนำมาปรับให้เข้ากับระบบการเลี้ยง และสิ่งสำคัญที่สุดคือ “ผลผลิตและผลิตภัณฑ์ที่ได้จะต้องปลอดภัย”

      “แม้ว่าการเลี้ยงจะเน้นเรื่องปลอดสาร แต่ผมจะไม่ใช่คำว่าปลอดสาร เพราะคำว่าปลอดสาร จะเกี่ยวโยงด้านพืชมากกว่า แต่ผมจะใช้คำว่า ปศุสัตว์ทางเลือก ดังนั้น ระบบการผลิตปศุสัตว์อินทรีย์ ถ้าผมนิยามให้ เห็นภาพง่าย ๆ ว่ามันมีความแตกต่างกว่าการเลี้ยงปกติอย่างไร นั่นคืออาหารที่ใช้เลี้ยง หากเป็นอาหารในระบบปศุสัตว์อินทรีย์ จะสามารถจำแนกแจกแจงได้ว่า
ไก่กินอะไรได้บ้าง เราจะไม่มีบอกว่า อาหารที่นี่ประกอบได้ด้วย 1 หรือ 2 หรือ 3  เหมือนกับที่ปรากฏบนอาหารเม็ดสำเร็จรูป แต่อาหารในระบบอินทรีย์จะบอกได้เลยว่ามี 1,2,3,4, ไม่มีคำว่า และหรือ และแน่นอนว่า ถ้ายึดตามมาตรฐานก็คือ วัตถุดิบที่ใช้ในสูตรอาหารในการเลี้ยงในระบบปศุสัตว์อินทรีย์ อย่างน้อย 80% ต้องมาจากเกษตรอินทรีย์”

       เมื่อถามถึงเรื่องการเลี้ยง การจัดการ คุณอำนาจเปิดเผยว่า ในส่วนของไก่เนื้อจะเลี้ยงในโรงเรือนเปิด อัตราความหนาแน่นอยู่ที่ 2.5 ตัวต่อตารางเมตร มีทั้งหมด 6 รุ่น รวมทุกรุ่นมี 600 กว่าตัว ส่วนพันธุ์ไก่จะเป็นสายพันธุ์ทางการค้าทั่วไป ส่วนขั้นตอนในการเลี้ยง จะเริ่มต้นจากการนำลูกไก่เข้ามาเลี้ยง เช่นเดียวกับการเลี้ยงไก่เนื้อโดยทั่วไป แต่จะแตกต่างกันในเรื่องของอาหารที่ใช้เลี้ยง ส่วนจำนวนวันเลี้ยงอยู่ที่ประมาณ 50 วัน FCR 1.9-2.0 น้ำหนักจับตั้งแต่ 1.5-2.0 กิโลกรัม ขึ้นอยู่กับความต้องการของลูกค้าหรือผู้บริโภค
       ในส่วนของไก่ไข่จะเลี้ยงแบบปล่อย ในพื้นที่ควบคุมที่มีโรงเรือน ภายในโรงเรือนจะมีคอนให้ไก่ปีนนอน  ปัจจุบันมีไก่มีทั้งหมด 500 ตัว แบ่งออกเป็น 2 รุ่น ไก่ที่นำมาเลี้ยงจะเป็นลูกไก่ ไม่ได้นำไก่สาวมาเลี้ยง ทั้งนี้เนื่องจากการนำไก่สาวมาเลี้ยง จะยากต่อการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมไก่ ให้เข้ากับระบบการเลี้ยงแบบปล่อยแปลง เพราะไก่สาวที่มีอยู่ทั่วไป จะถูกเลี้ยงในโรงเรือนที่มีการควบคุมแสง อาหาร และน้ำ โดยเฉพาะอาหารที่กินก็จะถูกฝึกมาให้กินอาหารเม็ดสำเร็จรูป ดังนั้นเมื่อนำไก่สาวมาเลี้ยงต่อแบบปล่อยแปลงจึงทำให้มีการปรับตัวได้ยาก เกิดความแตกต่างกันมากกว่าการนำลูกไก่มาเลี้ยงจะดีกว่าเพราะมีการฝึกตั้งแต่แรกจึงทำให้ไม่มีปัญหาในการเลี้ยงแบบปล่อยและลูกไก่ก็สามารถปรับตัวได้ตั้งแต่เริ่มต้น

      อาหารและการให้อาหาร ในส่วนของไก่เนื้อจะเป็นอาหารข้นที่ผสมเองทั้งหมด ให้กินจนกระทั่งจับ ส่วนในไก่ไข่จะมี 2 แบบ คือ อาหารข้นผสมเอง โปรตีน 18% กับอาหารธรรมชาติ ซึ่งเป็นอาหารเสริม เช่น พืชผักและแมลงตามธรรมชาติ ซึ่งไก่จะหากินเอง แต่อาหารเสริมเหล่านี้ในธรรมชาติค่อนข้างมีน้อย เพราะไก่จะกินหมดอย่างรวดเร็ว ทางฟาร์มจึงมีการเสริมหยวกกล้วยให้กิน ส่วนอาหารข้นจะมี 4 สูตร คือ สูตรสำหรับไก่ไข่อายุ 1-8 สัปดาห์ สูตรสำหรับไก่ไข่อายุ 8-16 สัปดาห์ สูตรสำหรับไก่ไข่เริ่มไข่-ไข่สูงสุด และสูตรสำหรับไก่ไข่ที่ให้ไข่สูงสุดไปจนกระทั่งปลด ส่วนวิธีการให้จะให้ 2 มื้อ เช้ากับเย็น แต่ช่วงบ่ายๆ จะให้อาหารเสริมธรรมชาติ ดังกล่าว

      อย่างไรก็ตามการทำสูตรอาหารทุกครั้งในไก่ทุกรุ่น ทุกช่วงอายุ คุณอำนาจจะผสม “ไบโอติก แมกซ์2”  ซึ่งเป็นพรีมิกซ์ลงไปด้วย ทั้งนี้ไบโอติก แมกซ์ 2 เป็นผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ มีจุลินทรีย์โปรไบโอติกที่เข้าไปช่วยในระบบทางเดินอาหารซึ่งเป็นจุลินทรีย์ที่อยู่ในรูปของสปอร์ที่มีคุณสมบัติทนต่อสภาพกรดในร่างกายของไก่ได้ดีสามารถผ่านกระเพาะอาหารไปสู่ระบบทางเดินอาหารส่วนท้ายได้ ทำให้เกิดประโยชน์กับตัวไก่ ดังนั้นทุกครั้งที่ทำสูตรอาหารจะผสมไบโอติก แมกซ์ 2 ลงไปด้วยทุกครั้ง ในอัตรา 100 กรัมต่ออาหารสัตว์ 1,000 กิโลกรัมหรือ1ตัน

      ผลการใช้ จากการสังเกต มูลไก่ที่ถ่ายออกมา มีสภาพปกติ ไม่มีท้องเสีย มูลไม่ติดก้น ซึ่งเป็นลักษณะที่แสดงให้เห็นว่า ระบบทางเดินอาหารของไก่ไม่มีปัญหา เป็นระบบทางเดินอาหารที่ปกติ ขณะเดียวกัน การใช้ไบโอติก แมกซ์2 จะช่วยลดต้นทุน เพราะใช้แล้วไก่แข็งแรง ไม่ป่วย เมื่อไก่ไม่ป่วยก็ไม่เกิดความเสียหาย ถ้ามองในแง่ของหลักเศรษฐศาสตร์ ก็จะทำให้มีกำไร เนื่องจากไม่ทำให้เกิดความเสียหายในฝูงไก่ ที่สำคัญ ในข้อกำหนดของเกษตรอินทรีย์ ก็ระบุว่าใช้ได้ ถ้ามาจากธรรมชาติ ไม่ใช่มาจากการสังเคราะห์ทางเคมี หรือตัดแต่งพันธุกรรม จึงทำให้เกิดความมั่นใจและคิดว่าจะใช้ต่อไป

      ส่วนการป้องกันโรค คุณอำนาจเปิดเผยว่า เบื้องต้นจะใช้วิธีการป้องกันด้วยระบบไบโอซีเคียวริตี้อย่างเคร่งครัด ตั้งแต่บริเวณรอบนอกฟาร์ม กระทั่งภายในเล้า รวมถึงคนและยานพาหนะที่ใช้งาน จะต้องปลอดเชื้อ โดยทุกครั้งที่เข้าฟาร์มจะต้องเปลี่ยนชุดหรืออาบน้ำก่อนเข้าเล้า เมื่อทำการป้องกันในเบื้องต้นแล้ว การป้องกันต่อมาคือการทำวัคซีน โดยเฉพาะในส่วนของไก่ไข่ จะมีการทำวัคซีนตลอดอายุการเลี้ยง แบ่งเป็น 2 ช่วง คือช่วงก่อนไก่จะไข่จะทำวัคซีน นิวคาสเซิล หลอดลมอักเสบ และฝีดาษ และหลังจากที่ไก่เริ่มไข่แล้วจะทำวัคซีน นิวคาสเซิล กับหลอดลมอักเสบ ทุกๆ 4 เดือน ขณะที่ไก่เนื้อจะไม่มีการทำวัคซีน เพราะมองว่า มีระยะเวลาในการเลี้ยงที่สั้น ความเสี่ยงมีน้อยจึงทำให้เน้นระบบไบโอซีเคียวริตี้เป็นหลัก ส่วนการกำจัดไก่ที่ป่วยตาย จะใช้วิธีการฝังกลบ แต่ถ้ามีไก่ป่วยตายผิดปกติ จะเผาทำลายซากทันที

      ด้านการตลาด คุณอำนาจบอกว่า แน่นอนตลาดของผลิตภัณฑ์จากระบบการเลี้ยงที่แตกต่างจากการเลี้ยงปกติทั่วไป กลุ่มลูกค้าหรือผู้บริโภคก็จะมีความแตกต่างจากกลุ่มผู้บริโภคทั่วไปเช่นกัน นั่นคือ จะเป็นกลุ่มผู้บริโภคที่ค่อนข้างจะเป็นคนรักสุขภาพ พิถีพิถันในการบริโภค แต่กลุ่มลูกค้าเหล่านี้จะมีทุกระดับ ดังนั้นการทำตลาดจึงต้องเข้าทุกช่องทาง ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหาร โรงแรมและห้างโมเดิร์นเทรด รวมถึงลูกค้ารายย่อย ที่ซื้อขายโดยตรง  ปัจจุบันถือเป็นกลุ่มผู้บริโภคที่มีมากที่สุด ทั้งในส่วนของไก่ไข่และไก่เนื้อ

      ขณะที่เรื่องของราคาไก่เนื้อจะซื้อขายตามชนิดของผลผลิตและผลิตภัณฑ์ ปัจจุบันไก่เนื้อจะเน้นขายเป็นไก่สดเป็นหลัก และมีบางส่วนนำไปทำแปรรูปเป็นลูกชิ้นและไส้กรอกไก่ ราคาขายก็จะสูงกว่าราคาไก่เนื้อที่ขายอยู่ทั่วไป 3 เท่าตัว ส่วนไข่ไก่ จะแบ่งขายเป็นเบอร์ คือ เบอร์ 5 (น้ำหนักไม่เกิน 50 กรัม) ราคาฟองละ 4 บาท, เบอร์ 4 (น้ำหนัก 51-55 กรัม) ราคาฟองละ 5 บาท, เบอร์ 3 (น้ำหนัก 56-60 กรัม) ราคาฟองละ 6 บาท, เบอร์ 2 (น้ำหนัก 61-65 กรัม) ราคาฟองละ 7 บาท และเบอร์ 1 ราคาฟองละ 8 บาท (แต่เบอร์นี้มีน้อย) ส่วนใหญ่ไข่ที่ขายจะเป็นเบอร์ 3 และเบอร์ 4  ส่วนเปอร์เซ็นต์การให้ไข่โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 80% โดยไก่ที่ให้ไข่นั้นถ้าสุขภาพทรุดโทรมจะถูกปลดออกและจะไม่เลี้ยงจนแก่ตาย เพราะมองว่านี่คือการเลี้ยงเชิงธุรกิจเมื่อถึงจุดที่ไม่คุ้มทุนก็ต้องปลดออก

      แผนการในอนาคต จากนี้จะเน้นการทำมาตรฐาน เพื่อให้ได้ใบรับรอง เนื่องจากสินค้าของฟาร์มจะยกระดับเข้าสู่ตลาดบนคือ ห้างสรรพสินค้า แต่จะไม่เพิ่มปริมาณการเลี้ยงในฟาร์มของตนเอง แต่จะสร้างเครือข่าย ปัจจุบันมีอยู่ 4-5 ราย ช่วยขยายปริมาณการผลิตได้ และพัฒนาคุณภาพไปพร้อมๆ กัน ซึ่งถือเป็นเรื่องสำคัญมากในการแข่งขัน เพราะลูกค้ามีความเข้าใจมากขึ้น ดังนั้น เรื่องของการแข่งขัน ในมุมมองของคุณอำนาจ ไม่ถือว่าเป็นเรื่องที่น่ากังวลมากนัก เพียงแต่มองลูกค้าไม่ออกว่าเป็นลูกค้าที่สนใจเกี่ยวกับสุขภาพจริงๆ หรือลูกค้าตามกระแส

      ทั้งนี้เนื่องจากลูกค้าที่สนใจจริง มีแต่จะเพิ่มขึ้นทุกวัน ขณะที่ลูกค้าตามกระแสจะมีขึ้นๆลงๆ ดังนั้นถ้าเลี้ยงแบบจริงจัง ไม่ได้เลี้ยงตามกระแสจะอยู่รอด เพราะถ้าเลี้ยงตามกระแส กลุ่มคนที่บริโภคจริงจัง จะไม่สนใจ เพราะฉะนั้น ถ้าทำจริงจัง และต้องเสื่อสารให้เขารับรู้ถึงกระบวนการที่เราทำ ให้เขาได้เห็นอย่างชัดเจน เราก็มีอนาคต ที่สำคัญอย่ามองแต่ผลกำไรอย่างเดียว ต้องเริ่มต้นที่ใจก่อน จึงจะประสบความสำเร็จ

“ปัจจุบันคนจะรู้จักผลิตภัณฑ์ผมในชื่อ “แทนคุณออร์แกนิคฟาร์ม” ซึ่งเข้าใจกันว่าเป็นแบรนด์ แต่ตัวผมเองมองว่ามันคือโลโก้ไม่ใช่แบรนด์ เพราะแบรนด์ในความหมายของผมคือ ตัวคนทำ นั่นคือตัวผมเอง เพราะผมทำ ไม่ใช่คนอื่นทำ นั่นแปลว่า เมื่อเห็นผลิตภัณฑ์ของผม ต้องนึกถึงผม นี่คือแบรนด์ ส่วนชื่อหรือรูป ผมมองว่ามันคือโลโก้มากกว่า แต่ถ้ามองในแง่ของธุรกิจก็ต้องมีแบรนด์ มีโลโก้ เพราะแบรนด์คือสิ่งที่เราเป็น สิ่งที่เราทำแล้วทำอีก ซ้ำแล้วซ้ำอีกนั่นเอง”

      เช่นเดียวกับเรื่องของการสร้างมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ที่มองว่ามี 2 เหตุผลคือ สร้างเพื่อเป็นกำแพงป้องกันหรือกีดกันทางการค้า กับสร้างเพื่อสนับสนุนให้คนมาทำเกษตรอินทรีย์มากๆ ดังนั้นจึงขึ้นอยู่กับคนที่มอง โดยส่วนตัวมองว่ามาตรฐานใดก็ตามที่ทำแล้ว ทำให้เกษตรกรหรือส่งเสริมให้คนที่เขาอยากปรับเปลี่ยนมาทำเกษตรอินทรีย์มากๆ ถือว่ามาตรฐานนี้ดีน่าสนใจ แต่ถ้าเป็นมาตรฐานที่เขียนไว้บนกรระดาษออกเป็นข้อๆ แล้วให้ทำตาม แต่ทำแล้วไม่ได้ มาบอกว่าไม่ผ่าน โดยไม่ฟังเหตุผลอะไรเลย แบบนี้ไม่เห็นด้วย ทำให้ทุกวันนี้ จึงไม่มีความรู้สึกอยากขอมาตรฐานอะไร เพราะมาตรฐานของที่นี่คือ ผู้บริโภคหรือคนที่กิน ที่ใช้ของเรา สามารถมาตรวจสอบเราได้ สามารถรู้ขั้นตอนกระบวนการที่เราทำ มีความสุขกับสิ่งที่เราทำไปด้วย พอใจซื้อ พอใจขาย นี่คือมาตรฐานในความหมายของผม ของแทนคุณออแกนิคฟาร์มมาบอกว่าไม่ผ่าน โดยไม่ฟังเหตุผลอะไรเลย แบบนี้ไม่เห็นด้วย ทำให้ทุกวันนี้ จึงไม่มีความรู้สึกอยากขอมาตรฐานอะไร เพราะมาตรฐานของที่นี่คือ ผู้บริโภคหรือคนที่กิน ที่ใช้ของเรา สามารถมาตรวจสอบเราได้ สามารถรู้ขั้นตอนกระบวนการที่เราทำ มีความสุขกับสิ่งที่เราทำไปด้วย พอใจซื้อ พอใจขาย นี่คือมาตรฐานในความหมายของผม ของแทนคุณออแกนิคฟาร์ม

 

 

ขอขอบคุณ
คุณอำนาจ เรียนสร้อย “แทนคุณออร์แกนิคฟาร์ม”
23 หมู่ 11 ต.บางระกำ อ.บางเลน จ.นครปฐม 73130

บริษัท สยาม อะกริ ซัพพลาย จำกัด
386 ถนนศรีนครินทร์ แขวงหนองบอน เขตประเวศ กรุงเทพฯ 10250
โทร. 02-1856598-99 www.siamagrisupply.com

     

      การเลี้ยงสัตว์เศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นสุกร ไก่เนื้อ ไก่ไข่ หรือสัตว์เศรษฐกิจอื่นๆ ปัจจุบันต้องยอมรับว่ามีเกษตรกรที่เลี้ยงอยู่หลายกลุ่ม หลายประเภท และหลายระดับ ทั้งเกษตรกรรายเล็ก รายย่อย และรายใหญ่ ซึ่งแน่นอนว่าการแข่งขันย่อมสูงตาม เนื่องจากประชากรสัตว์เหล่านั้น บางครั้งสูงเกินกว่าที่ตลาดต้องการ ดังจะเห็นได้จากราคาที่ตกต่ำอยู่ในเวลานี้ นั่นเป็นเพราะซัพพลายสูงกว่าดีมานด์ จึงทำให้ราคาตกต่ำอย่างที่เห็น เพราะฉะนั้นคนที่สายป่านยาว หรือมีทุนหนาเท่านั้นที่จะอยู่รอด ส่วนคนที่สายป่านสั้น ทุนน้อย จะอยู่ลำบาก หรืออาจจะต้องเลิกเลี้ยงไปในที่สุด ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นเกษตรกรรายย่อย

      อย่างไรก็ตาม เกษตรกรรายย่อยหรือคนที่มีทุนน้อย การจะอยู่รอดได้จำเป็นจะต้องปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ วิธีการหนึ่งคือ ด้วยการเลี้ยงที่ไม่ใช่วิธีการแบบเดิมๆ ต้องเน้นที่คุณภาพมากกว่าปริมาณ นั่นคือการเลี้ยงที่ทำให้แตกต่างจากคนอื่นหรือคู่แข่ง ซึ่งวิธีการดังกล่าวคือ การเลี้ยงในแนวปศุสัตว์อินทรีย์ ซึ่งเป็น “ปศุสัตว์ทางเลือก” ที่เกษตรกรรายย่อยสามารถทำได้ โดยไม่จำเป็นต้องเลี้ยงจำนวนมาก แต่ควรเลี้ยงจำนวนน้อยหรือพอเหมาะสมแต่ต้องเลี้ยงตามแนววิธีการเลี้ยงแบบอินทรีย์ ซึ่งจะทำให้สามารถผลผลิตขายได้ในราคาที่สูงกว่าผลผลิตที่เลี้ยงกันแบบทั่วไป โดยเฉพาะในกลุ่มตลาดผู้บริโภคที่รักสุขภาพซึ่งยังคงเปิดกว้างอยู่

      เป็นอีกหนึ่งฟาร์มตัวอย่างที่หันมาเดินตามแนวทางปศุสัตว์อินทรีย์ดังกล่าว โดยมีความตั้งใจแน่วแน่ตั้งแต่แรกเริ่ม เพราะมองว่าตลาดยังเปิดกว้างและไปได้อีกไกล ที่สำคัญมองว่าเป็นการเลี้ยงสัตว์ที่มีความยั่งยืนเพราะกระบวนการเลี้ยง การผลิตส่วนใหญ่พึ่งพาตนเอง ซึ่งการพึ่งพาตนเองมากกว่าคนอื่น จะทำให้ปัญหาการเลี้ยงทั้งในส่วนของการผลิตและการตลาดมีน้อย โดยเฉพาะตลาด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของราคาหรือผู้บริโภค จะมีความชัดเจน กล่าวคือ ถ้าเป็นผู้บริโภคก็จะเป็นผู้บริโภคประจำ ถ้าเป็นเรื่องของราคาก็จะสามารถกำหนดราคาขายเองได้ โดยไม่ต้องพะวงกับกลไกตลาด หากว่าสิ่งที่ทำมีความจริงจัง และทำให้ผู้บริโภคเห็นได้ชัดเจน ปัญหาเหล่านี้จะไม่มี

      คุณอำนาจ เล่าถึงที่มาที่ไปของการทำการเกษตรอินทรีย์หรือปศุสัตว์ทางเลือกให้ฟังว่า ด้วยพื้นฐานเป็นคนที่เรียนจบมาทางด้านเกษตรสาขาสัตวบาล จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กำแพงแสนอยู่แล้ว แม้ช่วงแรกของการเรียนจบจะไม่ได้เข้ามาทำเลย เพราะได้มีโอกาสไปทำงานที่ประเทศจีนกับบริษัทแห่งหนึ่ง โดยทำงานในฟาร์มพ่อแม่พันธุ์ไก่เนื้อเป็นเวลา 6 ปี ก่อนจะลาออกมาศึกษาต่อระดับปริญญาโทด้านโภชนะศาสตร์สัตว์ ที่มหาวิยาลัยเดิม มุ่งเป้าไปเป็นนักวิชาการ แต่สุดท้ายก็พบว่า แนวทางนี้ไม่ใช่สิ่งที่ต้องการ การทำงานสายฟาร์มน่าจะเป็นสิ่งที่เหมาะกับตัวเองมากกว่า ดังนั้นเมื่อเรียนจบปริญญาโท จึงไม่มีความคิดที่จะเดินหน้าต่อในสายนี้

“ถ้าถามว่าแรงจูงใจในการทำ เกษตรอินทรีย์ คืออะไร อย่างแรกเลยคือ พึ่งพาตนเองได้และมีความมั่นคงในอาชีพ อย่างที่สองคือ มีความยั่งยืนในทรัพยากรที่มีคือ ดิน น้ำ  เพราะถ้าไม่ใช่อินทรีย์ ดิน น้ำและสิ่งแวดล้อมทั้งหมดจะเสียหาย แต่การทำแบบอินทรีย์ มีแต่ความยั่งยืนและมีมูลค่าเพิ่ม ข้อสุดท้ายคือ มูลค่าเพิ่มของผลผลิตมีความแตกต่างจากการทำเกษตรทั่วไป”

       แต่อย่างไรก็ดี ระหว่างที่เรียนปริญญาโทนั้น ก็ได้มีโอกาสช่วยคุณพ่อคุณแม่ทำนาด้วย และเกิดคำถามขึ้นมาในใจว่า ทำไมชาวนาทำนาแล้วไม่รวยยังจนอยู่ ทำไมชาวนายังทำนาในรูปแบบเดิมๆ ทำไมพึ่งพาตัวเองไม่ได้และต้องพึ่งพาคนอื่น ทำนาแล้วทำไมต้องขายให้โรงสี ทำไมจึงไม่สีข้าวเองแล้วขายเอง คำถามดังกล่าวผุดขึ้นมาในสมองเวลานั้น จนในที่สุดก็อยากที่จะค้นหาคำตอบด้วยตัวเอง ซึ่งถ้าจะได้คำตอบเหล่านี้ก็ต้องลงมือทำเอง แต่จะไม่ทำในรูปแบบเดิมๆ เพราะเห็นแล้วว่าทำไปก็ไม่ได้อะไร  ตอนนั้นคิดได้ว่าทางออกในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ก็คือ “ การทำข้าวอินทรีย์ ”  หลังจากคิดได้แล้ว จึงลงมือทำทันที แต่เนื่องจากความรู้เกี่ยวกับการทำเกษตร หรือการปลูกข้าวแบบอินทรีย์ ยังไม่มีความรู้มากพอ โดยเฉพาะแนวคิด มุมมอง เกี่ยวกับการทำเกษตรอินทรีย์ว่า แท้จริงแล้ว หัวใจคืออะไร อยู่ตรงไหน จึงทำให้ได้เข้าไปเรียนรู้การทำเกษตรอินทรีย์กับ “มูลนิธิข้าวขวัญ” จนทำให้เห็นมุมมองและแนวคิดการทำเกษตรอินทรีย์มากขึ้น ส่วนกระบวนการทำโดยพื้นฐานก็มีอยู่บ้างแล้ว ดังนั้นการเข้าไปเรียนรู้กับมูลนิธิ จึงเน้นประเด็นว่า หัวใจของการทำข้าวอินทรีย์คืออะไร?

      ในปีแรกที่ทำก็เห็นภาพชัดเจน และมองเห็นอะไรๆ หลายอย่าง ที่สำคัญคือ รู้ว่าจะเดินหน้าต่อไปอย่างไรให้เกิดความยั่งยืนในอาชีพ โดยเฉพาะการต่อยอดธุรกิจให้เกิดความหลากหลาย เพื่อลดความเสี่ยง เรื่องของตลาด การใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อลดต้นทุน ซึ่งสิ่งที่เห็นตอนนั้นคือ by product หรือ “ผลพลอยได้” จากการปลูกข้าว ที่สามารถนำไปต่อยอดในส่วนของการเลี้ยงสัตว์ได้ ที่คิดในตอนนั้นคือ “การเลี้ยงไก่” เพราะผลพลอยได้ดังกล่าวคือ แกลบ รำ และปลายข้าว ซึ่งเมื่อนำไปเป็นวัตถุดิบอาหารสัตว์ นอกจากจะช่วยลดต้นทุนการเลี้ยงแล้ว ยังเป็นการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์และเพิ่มมูลค่าจากของเหลือใช้

      เช่นเดียวกับการเลี้ยงไก่ ที่มีความคิดตั้งแต่แรกเริ่มทำข้าวอินทรีย์แล้วว่า จะเลี้ยงแน่นอน เพราะมองเห็นแล้วว่ามีผลพลอยได้คือ แกลบ รำ และปลายข้าว จากโรงสีที่ทำขึ้นเอง จะเป็นวัตถุดิบชั้นดีให้ไก่ได้กิน เพราะเป็นผลพลอยได้ที่ปลอดจากสารเคมี เมื่อนำไปใช้เลี้ยงไก่ ก็จะทำให้ผลิตภัณฑ์ที่ได้ ไม่ว่าจะเป็นเนื้อไก่หรือไข่ไก่ มีความปลอดภัยต่อผู้บริโภค ดังนั้นผลิตภัณฑ์ที่เกิดขึ้นจากฟาร์มแห่งนี้ สามารถพูดได้ว่าปลอดภัยไร้สารเคมีปนเปื้อน แม้จะไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ก็ปลอดภัยกว่าผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการเลี้ยงปกติ

      ปัจจุบัน คุณอำนาจจะมีการเลี้ยงทั้งในส่วนของไก่เนื้อและไก่ไข่ โดยการเลี้ยงทั้งสองจะเน้นไปในแนวทางธรรมชาติ โดยเฉพาะไก่ไข่จะเน้นการเลี้ยงแบบปล่อย ส่วนไก่เนื้อ แม้จะเลี้ยงในโรงเรือน แต่ก็จะเลี้ยงแบบไม่หนาแน่นตามมาตรฐานสหพันธ์เกษตรอินทรีย์นานาชาติ (International Federation of Organic Agriculture Movements – IFOAM) วัตถุดิบที่ใช้จะหลีกเลี่ยงวัตถุดิบที่ปนเปื้อนสารเคมี โดยเฉพาะข้าวโพด จะใช้ข้าวโพดที่ปลูกแบบอินทรีย์ ปลอดจากการใช้ยาหรือสารเคมีต่างๆ ส่วนวัตถุดิบอื่นๆ เช่น แกลบ รำ ปลายข้าว จะได้จากการสีข้าวจากข้าวที่ปลูกเองอยู่แล้ว จึงไม่มีปัญหาอะไร ไม่ต้องกังวลว่าจะปนเปื้อนสารเคมี แต่แหล่งโปรตีน ซึ่งก็คือถั่วเหลือง ยังคงต้องใช้จากโรงงานทั่วไป แต่จะลดการใช้กากถั่วเหลืองที่ได้มาจากการสกัดน้ำมัน โดยใช้ถั่วอบแทน เพราะปลอดภัยกว่า ซึ่งทั้งหมดที่กล่าวมานั้นแปลว่า ที่ฟาร์มแห่งนี้จะผสมอาหารใช้เอง โดยไม่ได้ใช้อาหารเม็ดสำเร็จรูป

       การเลี้ยงไก่ของที่นี่ จะยึดหลักปฏิบัติตาม IFOAM แต่ยังไม่ได้ทำตามครบทุกข้อ โดยเฉพาะเรื่องของวัตถุดิบอาหารสัตว์ ส่วนเรื่องอื่นๆ เช่น พื้นที่การเลี้ยงไก่เนื้อก็จะเป็นไปตามที่กำหนด ส่วนไก่ไข่จะไม่เลี้ยงในกรงตับแต่จะเลี้ยงแบบปล่อยแปลง เพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนด ส่วนเรื่องของพันธุ์สัตว์ ตามมาตรฐานอนุโลมให้ใช้พันธุ์สัตว์ทางการค้าได้ แต่จะต้องนำมาปรับให้เข้ากับระบบการเลี้ยง และสิ่งสำคัญที่สุดคือ “ผลผลิตและผลิตภัณฑ์ที่ได้จะต้องปลอดภัย”

      “แม้ว่าการเลี้ยงจะเน้นเรื่องปลอดสาร แต่ผมจะไม่ใช่คำว่าปลอดสาร เพราะคำว่าปลอดสาร จะเกี่ยวโยงด้านพืชมากกว่า แต่ผมจะใช้คำว่า ปศุสัตว์ทางเลือก ดังนั้น ระบบการผลิตปศุสัตว์อินทรีย์ ถ้าผมนิยามให้ เห็นภาพง่าย ๆ ว่ามันมีความแตกต่างกว่าการเลี้ยงปกติอย่างไร นั่นคืออาหารที่ใช้เลี้ยง หากเป็นอาหารในระบบปศุสัตว์อินทรีย์ จะสามารถจำแนกแจกแจงได้ว่า
ไก่กินอะไรได้บ้าง เราจะไม่มีบอกว่า อาหารที่นี่ประกอบได้ด้วย 1 หรือ 2 หรือ 3  เหมือนกับที่ปรากฏบนอาหารเม็ดสำเร็จรูป แต่อาหารในระบบอินทรีย์จะบอกได้เลยว่ามี 1,2,3,4, ไม่มีคำว่า และหรือ และแน่นอนว่า ถ้ายึดตามมาตรฐานก็คือ วัตถุดิบที่ใช้ในสูตรอาหารในการเลี้ยงในระบบปศุสัตว์อินทรีย์ อย่างน้อย 80% ต้องมาจากเกษตรอินทรีย์”

       เมื่อถามถึงเรื่องการเลี้ยง การจัดการ คุณอำนาจเปิดเผยว่า ในส่วนของไก่เนื้อจะเลี้ยงในโรงเรือนเปิด อัตราความหนาแน่นอยู่ที่ 2.5 ตัวต่อตารางเมตร มีทั้งหมด 6 รุ่น รวมทุกรุ่นมี 600 กว่าตัว ส่วนพันธุ์ไก่จะเป็นสายพันธุ์ทางการค้าทั่วไป ส่วนขั้นตอนในการเลี้ยง จะเริ่มต้นจากการนำลูกไก่เข้ามาเลี้ยง เช่นเดียวกับการเลี้ยงไก่เนื้อโดยทั่วไป แต่จะแตกต่างกันในเรื่องของอาหารที่ใช้เลี้ยง ส่วนจำนวนวันเลี้ยงอยู่ที่ประมาณ 50 วัน FCR 1.9-2.0 น้ำหนักจับตั้งแต่ 1.5-2.0 กิโลกรัม ขึ้นอยู่กับความต้องการของลูกค้าหรือผู้บริโภค
       ในส่วนของไก่ไข่จะเลี้ยงแบบปล่อย ในพื้นที่ควบคุมที่มีโรงเรือน ภายในโรงเรือนจะมีคอนให้ไก่ปีนนอน  ปัจจุบันมีไก่มีทั้งหมด 500 ตัว แบ่งออกเป็น 2 รุ่น ไก่ที่นำมาเลี้ยงจะเป็นลูกไก่ ไม่ได้นำไก่สาวมาเลี้ยง ทั้งนี้เนื่องจากการนำไก่สาวมาเลี้ยง จะยากต่อการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมไก่ ให้เข้ากับระบบการเลี้ยงแบบปล่อยแปลง เพราะไก่สาวที่มีอยู่ทั่วไป จะถูกเลี้ยงในโรงเรือนที่มีการควบคุมแสง อาหาร และน้ำ โดยเฉพาะอาหารที่กินก็จะถูกฝึกมาให้กินอาหารเม็ดสำเร็จรูป ดังนั้นเมื่อนำไก่สาวมาเลี้ยงต่อแบบปล่อยแปลงจึงทำให้มีการปรับตัวได้ยาก เกิดความแตกต่างกันมากกว่าการนำลูกไก่มาเลี้ยงจะดีกว่าเพราะมีการฝึกตั้งแต่แรกจึงทำให้ไม่มีปัญหาในการเลี้ยงแบบปล่อยและลูกไก่ก็สามารถปรับตัวได้ตั้งแต่เริ่มต้น

      อาหารและการให้อาหาร ในส่วนของไก่เนื้อจะเป็นอาหารข้นที่ผสมเองทั้งหมด ให้กินจนกระทั่งจับ ส่วนในไก่ไข่จะมี 2 แบบ คือ อาหารข้นผสมเอง โปรตีน 18% กับอาหารธรรมชาติ ซึ่งเป็นอาหารเสริม เช่น พืชผักและแมลงตามธรรมชาติ ซึ่งไก่จะหากินเอง แต่อาหารเสริมเหล่านี้ในธรรมชาติค่อนข้างมีน้อย เพราะไก่จะกินหมดอย่างรวดเร็ว ทางฟาร์มจึงมีการเสริมหยวกกล้วยให้กิน ส่วนอาหารข้นจะมี 4 สูตร คือ สูตรสำหรับไก่ไข่อายุ 1-8 สัปดาห์ สูตรสำหรับไก่ไข่อายุ 8-16 สัปดาห์ สูตรสำหรับไก่ไข่เริ่มไข่-ไข่สูงสุด และสูตรสำหรับไก่ไข่ที่ให้ไข่สูงสุดไปจนกระทั่งปลด ส่วนวิธีการให้จะให้ 2 มื้อ เช้ากับเย็น แต่ช่วงบ่ายๆ จะให้อาหารเสริมธรรมชาติ ดังกล่าว

      อย่างไรก็ตามการทำสูตรอาหารทุกครั้งในไก่ทุกรุ่น ทุกช่วงอายุ คุณอำนาจจะผสม “ไบโอติก แมกซ์2”  ซึ่งเป็นพรีมิกซ์ลงไปด้วย ทั้งนี้ไบโอติก แมกซ์ 2 เป็นผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ มีจุลินทรีย์โปรไบโอติกที่เข้าไปช่วยในระบบทางเดินอาหารซึ่งเป็นจุลินทรีย์ที่อยู่ในรูปของสปอร์ที่มีคุณสมบัติทนต่อสภาพกรดในร่างกายของไก่ได้ดีสามารถผ่านกระเพาะอาหารไปสู่ระบบทางเดินอาหารส่วนท้ายได้ ทำให้เกิดประโยชน์กับตัวไก่ ดังนั้นทุกครั้งที่ทำสูตรอาหารจะผสมไบโอติก แมกซ์ 2 ลงไปด้วยทุกครั้ง ในอัตรา 100 กรัมต่ออาหารสัตว์ 1,000 กิโลกรัมหรือ1ตัน

      ผลการใช้ จากการสังเกต มูลไก่ที่ถ่ายออกมา มีสภาพปกติ ไม่มีท้องเสีย มูลไม่ติดก้น ซึ่งเป็นลักษณะที่แสดงให้เห็นว่า ระบบทางเดินอาหารของไก่ไม่มีปัญหา เป็นระบบทางเดินอาหารที่ปกติ ขณะเดียวกัน การใช้ไบโอติก แมกซ์2 จะช่วยลดต้นทุน เพราะใช้แล้วไก่แข็งแรง ไม่ป่วย เมื่อไก่ไม่ป่วยก็ไม่เกิดความเสียหาย ถ้ามองในแง่ของหลักเศรษฐศาสตร์ ก็จะทำให้มีกำไร เนื่องจากไม่ทำให้เกิดความเสียหายในฝูงไก่ ที่สำคัญ ในข้อกำหนดของเกษตรอินทรีย์ ก็ระบุว่าใช้ได้ ถ้ามาจากธรรมชาติ ไม่ใช่มาจากการสังเคราะห์ทางเคมี หรือตัดแต่งพันธุกรรม จึงทำให้เกิดความมั่นใจและคิดว่าจะใช้ต่อไป

      ส่วนการป้องกันโรค คุณอำนาจเปิดเผยว่า เบื้องต้นจะใช้วิธีการป้องกันด้วยระบบไบโอซีเคียวริตี้อย่างเคร่งครัด ตั้งแต่บริเวณรอบนอกฟาร์ม กระทั่งภายในเล้า รวมถึงคนและยานพาหนะที่ใช้งาน จะต้องปลอดเชื้อ โดยทุกครั้งที่เข้าฟาร์มจะต้องเปลี่ยนชุดหรืออาบน้ำก่อนเข้าเล้า เมื่อทำการป้องกันในเบื้องต้นแล้ว การป้องกันต่อมาคือการทำวัคซีน โดยเฉพาะในส่วนของไก่ไข่ จะมีการทำวัคซีนตลอดอายุการเลี้ยง แบ่งเป็น 2 ช่วง คือช่วงก่อนไก่จะไข่จะทำวัคซีน นิวคาสเซิล หลอดลมอักเสบ และฝีดาษ และหลังจากที่ไก่เริ่มไข่แล้วจะทำวัคซีน นิวคาสเซิล กับหลอดลมอักเสบ ทุกๆ 4 เดือน ขณะที่ไก่เนื้อจะไม่มีการทำวัคซีน เพราะมองว่า มีระยะเวลาในการเลี้ยงที่สั้น ความเสี่ยงมีน้อยจึงทำให้เน้นระบบไบโอซีเคียวริตี้เป็นหลัก ส่วนการกำจัดไก่ที่ป่วยตาย จะใช้วิธีการฝังกลบ แต่ถ้ามีไก่ป่วยตายผิดปกติ จะเผาทำลายซากทันที

      ด้านการตลาด คุณอำนาจบอกว่า แน่นอนตลาดของผลิตภัณฑ์จากระบบการเลี้ยงที่แตกต่างจากการเลี้ยงปกติทั่วไป กลุ่มลูกค้าหรือผู้บริโภคก็จะมีความแตกต่างจากกลุ่มผู้บริโภคทั่วไปเช่นกัน นั่นคือ จะเป็นกลุ่มผู้บริโภคที่ค่อนข้างจะเป็นคนรักสุขภาพ พิถีพิถันในการบริโภค แต่กลุ่มลูกค้าเหล่านี้จะมีทุกระดับ ดังนั้นการทำตลาดจึงต้องเข้าทุกช่องทาง ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหาร โรงแรมและห้างโมเดิร์นเทรด รวมถึงลูกค้ารายย่อย ที่ซื้อขายโดยตรง  ปัจจุบันถือเป็นกลุ่มผู้บริโภคที่มีมากที่สุด ทั้งในส่วนของไก่ไข่และไก่เนื้อ

      ขณะที่เรื่องของราคาไก่เนื้อจะซื้อขายตามชนิดของผลผลิตและผลิตภัณฑ์ ปัจจุบันไก่เนื้อจะเน้นขายเป็นไก่สดเป็นหลัก และมีบางส่วนนำไปทำแปรรูปเป็นลูกชิ้นและไส้กรอกไก่ ราคาขายก็จะสูงกว่าราคาไก่เนื้อที่ขายอยู่ทั่วไป 3 เท่าตัว ส่วนไข่ไก่ จะแบ่งขายเป็นเบอร์ คือ เบอร์ 5 (น้ำหนักไม่เกิน 50 กรัม) ราคาฟองละ 4 บาท, เบอร์ 4 (น้ำหนัก 51-55 กรัม) ราคาฟองละ 5 บาท, เบอร์ 3 (น้ำหนัก 56-60 กรัม) ราคาฟองละ 6 บาท, เบอร์ 2 (น้ำหนัก 61-65 กรัม) ราคาฟองละ 7 บาท และเบอร์ 1 ราคาฟองละ 8 บาท (แต่เบอร์นี้มีน้อย) ส่วนใหญ่ไข่ที่ขายจะเป็นเบอร์ 3 และเบอร์ 4  ส่วนเปอร์เซ็นต์การให้ไข่โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 80% โดยไก่ที่ให้ไข่นั้นถ้าสุขภาพทรุดโทรมจะถูกปลดออกและจะไม่เลี้ยงจนแก่ตาย เพราะมองว่านี่คือการเลี้ยงเชิงธุรกิจเมื่อถึงจุดที่ไม่คุ้มทุนก็ต้องปลดออก

      แผนการในอนาคต จากนี้จะเน้นการทำมาตรฐาน เพื่อให้ได้ใบรับรอง เนื่องจากสินค้าของฟาร์มจะยกระดับเข้าสู่ตลาดบนคือ ห้างสรรพสินค้า แต่จะไม่เพิ่มปริมาณการเลี้ยงในฟาร์มของตนเอง แต่จะสร้างเครือข่าย ปัจจุบันมีอยู่ 4-5 ราย ช่วยขยายปริมาณการผลิตได้ และพัฒนาคุณภาพไปพร้อมๆ กัน ซึ่งถือเป็นเรื่องสำคัญมากในการแข่งขัน เพราะลูกค้ามีความเข้าใจมากขึ้น ดังนั้น เรื่องของการแข่งขัน ในมุมมองของคุณอำนาจ ไม่ถือว่าเป็นเรื่องที่น่ากังวลมากนัก เพียงแต่มองลูกค้าไม่ออกว่าเป็นลูกค้าที่สนใจเกี่ยวกับสุขภาพจริงๆ หรือลูกค้าตามกระแส

      ทั้งนี้เนื่องจากลูกค้าที่สนใจจริง มีแต่จะเพิ่มขึ้นทุกวัน ขณะที่ลูกค้าตามกระแสจะมีขึ้นๆลงๆ ดังนั้นถ้าเลี้ยงแบบจริงจัง ไม่ได้เลี้ยงตามกระแสจะอยู่รอด เพราะถ้าเลี้ยงตามกระแส กลุ่มคนที่บริโภคจริงจัง จะไม่สนใจ เพราะฉะนั้น ถ้าทำจริงจัง และต้องเสื่อสารให้เขารับรู้ถึงกระบวนการที่เราทำ ให้เขาได้เห็นอย่างชัดเจน เราก็มีอนาคต ที่สำคัญอย่ามองแต่ผลกำไรอย่างเดียว ต้องเริ่มต้นที่ใจก่อน จึงจะประสบความสำเร็จ

“ปัจจุบันคนจะรู้จักผลิตภัณฑ์ผมในชื่อ “แทนคุณออร์แกนิคฟาร์ม” ซึ่งเข้าใจกันว่าเป็นแบรนด์ แต่ตัวผมเองมองว่ามันคือโลโก้ไม่ใช่แบรนด์ เพราะแบรนด์ในความหมายของผมคือ ตัวคนทำ นั่นคือตัวผมเอง เพราะผมทำ ไม่ใช่คนอื่นทำ นั่นแปลว่า เมื่อเห็นผลิตภัณฑ์ของผม ต้องนึกถึงผม นี่คือแบรนด์ ส่วนชื่อหรือรูป ผมมองว่ามันคือโลโก้มากกว่า แต่ถ้ามองในแง่ของธุรกิจก็ต้องมีแบรนด์ มีโลโก้ เพราะแบรนด์คือสิ่งที่เราเป็น สิ่งที่เราทำแล้วทำอีก ซ้ำแล้วซ้ำอีกนั่นเอง”

      เช่นเดียวกับเรื่องของการสร้างมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ที่มองว่ามี 2 เหตุผลคือ สร้างเพื่อเป็นกำแพงป้องกันหรือกีดกันทางการค้า กับสร้างเพื่อสนับสนุนให้คนมาทำเกษตรอินทรีย์มากๆ ดังนั้นจึงขึ้นอยู่กับคนที่มอง โดยส่วนตัวมองว่ามาตรฐานใดก็ตามที่ทำแล้ว ทำให้เกษตรกรหรือส่งเสริมให้คนที่เขาอยากปรับเปลี่ยนมาทำเกษตรอินทรีย์มากๆ ถือว่ามาตรฐานนี้ดีน่าสนใจ แต่ถ้าเป็นมาตรฐานที่เขียนไว้บนกรระดาษออกเป็นข้อๆ แล้วให้ทำตาม แต่ทำแล้วไม่ได้ มาบอกว่าไม่ผ่าน โดยไม่ฟังเหตุผลอะไรเลย แบบนี้ไม่เห็นด้วย ทำให้ทุกวันนี้ จึงไม่มีความรู้สึกอยากขอมาตรฐานอะไร เพราะมาตรฐานของที่นี่คือ ผู้บริโภคหรือคนที่กิน ที่ใช้ของเรา สามารถมาตรวจสอบเราได้ สามารถรู้ขั้นตอนกระบวนการที่เราทำ มีความสุขกับสิ่งที่เราทำไปด้วย พอใจซื้อ พอใจขาย นี่คือมาตรฐานในความหมายของผม ของแทนคุณออแกนิคฟาร์มมาบอกว่าไม่ผ่าน โดยไม่ฟังเหตุผลอะไรเลย แบบนี้ไม่เห็นด้วย ทำให้ทุกวันนี้ จึงไม่มีความรู้สึกอยากขอมาตรฐานอะไร เพราะมาตรฐานของที่นี่คือ ผู้บริโภคหรือคนที่กิน ที่ใช้ของเรา สามารถมาตรวจสอบเราได้ สามารถรู้ขั้นตอนกระบวนการที่เราทำ มีความสุขกับสิ่งที่เราทำไปด้วย พอใจซื้อ พอใจขาย นี่คือมาตรฐานในความหมายของผม ของแทนคุณออแกนิคฟาร์ม

 

 

ขอขอบคุณ
คุณอำนาจ เรียนสร้อย “แทนคุณออร์แกนิคฟาร์ม”
23 หมู่ 11 ต.บางระกำ อ.บางเลน จ.นครปฐม 73130

บริษัท สยาม อะกริ ซัพพลาย จำกัด
386 ถนนศรีนครินทร์ แขวงหนองบอน เขตประเวศ กรุงเทพฯ 10250
โทร. 02-1856598-99 www.siamagrisupply.com

    

Top