WFH การอยู่อย่างเหงาๆ ที่เราควรมีวิธีรับมือ

author : SAS Team

Read

Date : 22 Apr 2021

        โควิดมาอีกแล้ว

        ถึงเวลาที่ต้องกรีดร้องในใจอีกรอบ ในตอนที่สถานการณ์กำลังจะดีขึ้น กลับมีการระบาดระลอกใหม่จนต้องกักตัวอยู่บ้านกันอีกแล้ว Work from home กันอีกหน กลับเข้าสู่วังวนเดิมๆ ที่ล้วนสร้างเรื่องให้เราต้องปรับตัวกันอีกรอบ ซึ่งนี่เป็นเหตุการณ์ที่เกิดกันจน (น่าจะ) ชิน แต่รู้หรือไม่ว่าการอยู่บ้านเพื่อทำงาน หรือกักตัว โดยเฉพาะการอยู่คนเดียว ตัดขาดจากการมีปฏิสัมพันธ์กับคนในสังคม ล้วนสร้างความเครียดและส่งผลกระทบต่อระบบภูมิคุ้มกันของเรา

        หลายคนอาจเถียงว่าไม่จริง การอยู่คนเดียวมันสบายจะตาย ซึ่งนั่นก็จริงส่วนหนึ่ง แต่ลองนึกภาพดูว่าถ้าเราต้องอยู่คนเดียวตลอดเวลา ไม่ได้แชทคุยกับใคร ไม่ได้พูดกับใคร อยู่แต่กับหน้าจอมือถือ คอมพิวเตอร์ หรือแล็ปท็อปนั้นเราจะอยู่ได้เพียงช่วงหนึ่ง ยังไงการที่ได้เจอใครหรือคุยกับใครสักคนย่อมลดระดับความเครียดเหล่านั้นได้โดยที่เราอาจไม่รู้ตัว

        จากการวิจัยของ APA (American Psychological Association) พบว่าการขาดการสนับสนุนทางสังคม (social support) ความรู้สึกโดดเดี่ยว (feelings of loneliness) และการปลีกวิเวกจากสังคม (social isolation) ล้วนเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ก่อให้เกิดความเครียดอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งปัจจัยเหล่านี้จะกระทบต่อระบบภูมิคุ้มกันของนักศึกษาจากกลุ่มตัวอย่างที่เป็นนักศึกษาชั้นปีที่ 1 ซึ่งยังไม่มีสังคมเพื่อนในมหาวิทยาลัยมากนัก

        วันนี้ SAS จึงมาชวนคุยเรื่องการ WFH และการกักตัว ความโดดเดี่ยวที่ส่งผลกระทบต่อระบบภูมิคุ้มกันอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง

ภัยร้ายที่ตามมากับความเครียด

        เมื่อเกิดความเครียด ปริมาณของลิมโฟไซต์ (Lymphocytes) หรือเซลล์เม็ดเลือดขาวที่ทำหน้าที่ปกป้องร่างกายจากสิ่งแปลกปลอมภายนอกจะลดลง นี่จึงเป็นสาเหตุที่ว่าทำไมเมื่อเราเครียด เราจะป่วยง่ายกว่าเดิม นั่นเพราะเกราะป้องกันร่างกายเราต่ำลง ความเครียดยังส่งผลกระทบต่อการรักษาบาดแผลของร่างกาย ทำให้บาดแผลหายช้าลง นอกจากนี้ยังทำให้รู้สึกเหนื่อยอยู่ตลอดเวลา เนื่องจากเวลาเราเครียด ภูมิคุ้มกันเราจะต่ำลง ซึ่งส่งผลต่อระดับพลังงานของเราเช่นกัน และที่สำคัญคือส่งผลให้เรามีปัญหาในช่องท้องเพิ่มมากขึ้น เช่น อาหารไม่ย่อย ทำให้ปวดท้อง หรือเกิดอาการท้องผูกง่ายขึ้นด้วย

ความโดดเดี่ยว ความเครียด ภูมิคุ้มกันต่ำ แก้ง่ายๆ แค่มีตัวช่วย

        แน่นอนว่าด้วยสถานการณ์ปัจจุบันที่ต้องกักตัวอยู่คนเดียว หรือ work from home กันทุกวัน นั่งอยู่แต่หน้าจอคอมพิวเตอร์เพื่อทำงาน แถมออกไปไหนมากไม่ได้ การผ่อนคลายจากความเหนื่อยล้าและความเครียดด้วยการไปเที่ยวตามธรรมชาติ หรือพบปะสังสรรค์ก็ทำได้ยาก ยิ่งสร้างความเครียดขึ้นไปอีกจนกลายเป็นปัญหาที่ดูเหมือนไร้ทางออก

        ความจริงแล้วเราไม่จำเป็นต้องมองในแง่ร้ายขนาดนั้น เพราะยังมีตัวช่วยอีกมากมายที่เรานึกไม่ถึง บางทีถ้าเราเบื่ออยู่บ้านคนเดียว ไม่ได้คุยกับใคร ก็อาจจะโทรหาเพื่อน คนในครอบครัว หรือคนรักเพื่อแลกเปลี่ยนเรื่องราวในชีวิตประจำวัน ได้ระบายความคิดที่อยู่ในหัวออกมาให้ใครสักคนฟังเพื่อเปลี่ยนโฟกัสไปอยู่กับคนคนนั้นชั่วขณะก็เป็นทางเลือกที่ดี หรืออาจจะทำกิจกรรมออนไลน์แทนการออกไปข้างนอกจริงๆ เช่น การไปเที่ยวแบบเสมือนจริงบนโลกออนไลน์ คาเฟ่ออนไลน์ หรือหากิจกรรมสนุกๆ ผ่านช่องทางออนไลน์กับเพื่อนๆ ก็น่าสนใจไม่น้อย

        นอกจากการดูแลทางใจแล้ว ร่างกายของเราก็ต้องการการดูแลเช่นกัน ซึ่งวิธีง่ายๆ ในการจัดการกับความเครียดก็คือกินอาหารที่มีประโยชน์ พักผ่อนให้เพียงพอ นั่งสมาธิ เล่นโยคะ กำหนดลมหายใจเพื่อลดความเครียด ฟังเพลง อ่านหนังสือ และที่สำคัญเราอาจอาศัยตัวช่วยอย่างอื่น เช่น การรับประทานจุลินทรีย์ดีโปรไบโอติกส์ที่คอยทำงานอยู่เงียบๆ ในลำไส้ของเรา เป็นเพื่อนที่ดีโดยที่เราไม่รู้ตัว ซึ่งโปรไบโอติกส์จะช่วยดูแลระบบย่อยอาหารและลำไส้ของเราให้แข็งแรงอยู่เสมอ ซึ่งมีผลต่อเนื่องไปถึงระบบภูมิคุ้มกัน นอกจากนี้ ผลการวิจัยอ้างอิงจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดยังแสดงให้เห็นว่าสมองและลำไส้ทำงานสัมพันธ์กัน และโปรไบโอติกส์ยังช่วยลดระดับความเครียดอย่างที่เราคาดไม่ถึงอีกด้วย.      

        ดังนั้น ถ้ารู้อย่างนี้แล้ว อย่าลืมดูแลสุขภาพกาย สุขภาพจิต และสุขภาพลำไส้ของเราที่มีความสัมพันธ์กันอย่างแน่นแฟ้น เพื่อให้รอดพ้นจากวิกฤตความเครียดจากการปลีกวิเวกนี้ไปด้วยกัน

สนับสนุนบทความดีๆ โดย blissly

 

อ้างอิง

https://www.apa.org/research/action/immune

https://www.pennmedicine.org/updates/blogs/health-and-wellness/2020/march/weakened-immune-system

https://www.health.harvard.edu/mind-and-mood/probiotics-may-help-boost-mood-and-cognitive-function