“โปรไบโอติก” ตัวช่วยดูแลกล้ามเนื้อที่สำคัญสำหรับคนออกกำลังกาย

author : SAS Team

Food & Health

Date : 28 May 2021

        “กล้ามเนื้อ” ถือเป็นพระเอกในการออกกำลังกาย โดยสิ่งที่สำคัญของการออกกำลังกายที่มีประสิทธิภาพคือการลดไขมันและสร้างกล้ามเนื้อเพื่อการเผาผลาญที่ดี รวมไปถึงรูปร่างกระชับและสุขภาพที่แข็งแรง แต่เราอาจสงสัยว่าทำไมบางคนถึงตัวเหลว ดูไม่กระชับทั้งที่ก็ออกกำลังกาย นั่นอาจเพราะการออกกำลังกายที่ผิดวิธีหรือการได้รับโปรตีนไม่เพียงพอ ทำให้ร่างกายสลายกล้ามเนื้อมาใช้แทนที่จะเป็นไขมันอย่างที่ต้องการ

        หลายๆ คนอาจคิดว่าการดูแลกล้ามเนื้อคือการกินโปรตีนให้เพียงพออย่างเดียว ซึ่งความเป็นจริงแล้วยังมีตัวช่วยอีกมากมายที่จะเพิ่มประสิทธิภาพให้กับการทำงานของโปรตีน เช่น วิตามินต่างๆ รวมไปถึงสิ่งเล็กๆ ในลำไส้ที่เราคาดไม่ถึงอย่าง “โปรไบโอติก”

        วันนี้ SAS จึงมาชวนคุยเรื่องหน้าที่ของโปรไบโอติกในการช่วยดูแลกล้ามเนื้อสำหรับคนออกกำลังกาย

โปรไบโอติก: ตัวช่วยเล็กๆ ที่มีคุณค่าต่อกล้ามเนื้อ

        ในตอนที่ออกกำลังกายร่างกายจะเริ่มเอาพลังงานที่มีมาใช้ก่อนเป็นอันดับแรก ไม่ว่าจะเป็นแป้งหรือน้ำตาล แล้วค่อยเป็นโปรตีน ซึ่งส่วนสุดท้ายที่ร่างกายนำมาใช้งานคือไขมัน ดังนั้นจึงมีคำแนะนำที่แพร่หลายอย่างการออกกำลังกายให้ถึง 40 นาที ร่างกายจึงจะสลายไขมันมาใช้งาน

        แน่นอนว่าในการออกกำลังกายทั้งกล้ามเนื้อและไขมันจะลดลง เราไม่สามารถเลือกให้ย่อยสลายแค่ไขมันเพียงอย่างเดียวได้ ซึ่งถ้าได้รับโปรตีนไม่เพียงพอ ร่างกายก็จะไม่สามารถสร้างกล้ามเนื้อมาทดแทนได้ ทั้งยังอาจก่อให้เกิดการอักเสบ รวมไปถึงการเสื่อมของกล้ามเนื้อที่จะทำให้การออกกำลังกายไม่มีประสิทธิภาพอย่างที่ควร

        โปรไบโอติก คือจุลินทรีย์ดีในลำไส้ มีหน้าที่หลักเพื่อรักษาสมดุลในลำไส้ของเราไม่ให้เชื้อแบคทีเรียก่อโรคมีจำนวนมากเกินไปและก่อให้เกิดอันตรายแก่ร่างกาย นอกจากนี้ยังมีส่วนช่วยที่สำคัญในการดูแลกล้ามเนื้อของเราอีกหลายด้าน ได้แก่

  • ช่วยดูดซึมโปรตีนเพื่อการสร้างกล้ามเนื้อ
  • ช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ
  • ลดอาการอักเสบและการเสื่อมของกล้ามเนื้อ
  • ฟื้นฟูกล้ามเนื้อ
  • มีส่วนช่วยให้กล้ามเนื้อแข็งแรง กระฉับกระเฉง

        โดยโปรไบโอติกที่สำคัญในการดูแลกล้ามเนื้อคือ “โปรไบโอติกสายพันธุ์ Bacillus coagulans” ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่ทนต่อกรดในกระเพาะอาหารสูง และมีความสามารถในการปล่อยเอนไซม์เพื่อช่วยย่อยโปรตีนและคาร์โบไฮเดรตให้ดูดซึมเข้าสู่ร่างกายง่ายขึ้น  นอกจากนี้ทีมวิจัยได้ทดลองด้วยโปรไบโอติกสายพันธุ์ดังกล่าว ผลคือกลุ่มคนที่ได้รับโปรไบโอติก Bacillus coagulans ในร่างกายพบอัตรากล้ามเนื้ออักเสบน้อยกว่ากลุ่มที่ได้ยาหลอก (Placebo) อีกด้วย

        จะเห็นได้ว่าการกินโปรตีนในปริมาณมากไม่ได้แปลว่าจะสร้างกล้ามเนื้อได้มาก แต่ยังขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพในการย่อยและดูดซึมโปรตีนของร่างกายด้วย ดังนั้นก็อย่าลืมพกตัวช่วยอย่าง “โปรไบโอติก” ติดตัวไว้เสมอเพื่อดูแลกล้ามเนื้อ เพิ่มประสิทธิภาพในการออกกำลังกาย กระชับสัดส่วน และเสริมสร้างสุขภาพที่แข็งแรงในทุกๆ วัน

 

สนับสนุนบทความดีๆ จาก blissly bioshot cocktail probiotics จำนวน  11 สายพันธุ์ ชนิดผงกรอกปาก

 

อ้างอิง

https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC6208742/?fbclid=IwAR02kOjXkTquyad1-sDDYbSf-hkNh1yaVmvjJOR7r340UWGoVzCqLCaPCvY

คาเฟอีนและโปรไบโอติกส์ ตัวช่วยสำคัญของระบบเผาผลาญ

author : SAS Team

Food & Health

Date : 21 May 2021

        เมตาบอลิซึม (Metabolism) หรืออัตราการเผาผลาญพลังงานของร่างกาย คือ กระบวนการที่ร่างกายนำเอาพลังงานจากอาหารที่ได้รับเปลี่ยนแปลงเป็นพลังงานส่งแก่เซลล์ต่างๆ ในร่างกายเพื่อการทำงานที่เป็นปกติ เสมือนเตาเผาที่ส่งความร้อนไปทุกส่วนของร่างกายนั่นเอง

        แต่ด้วยอายุที่มากขึ้น วิถีการใช้ชีวิตที่ไม่มีคุณภาพ ล้วนส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงของอัตราเมตาบอลิซึมทั้งนั้น นอกจากนี้ร่างกายของเรายังฉลาด มีการปรับอัตราเมตาบอลิซึมตามพลังงานที่เราได้รับเข้าไปเพื่อการอยู่รอดของร่างกาย ดังนั้น นี่จึงเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมคนที่อดอาหารแล้วกลับมากินเหมือนเดิมจึงเกิดโยโย่เอฟเฟกต์ นั่นก็เพราะร่างกายปรับอัตราเมตาบอลิซึมให้น้อยลงตามพลังงานที่ได้รับ และเมื่อเรากลับมากินเท่าเดิม แต่เมตาบอลิซึมเราลดลง จึงเป็นสาเหตุให้น้ำหนักขึ้นมากกว่าเดิมเป็นเท่าตัว

        วันนี้ SAS จึงมาชวนคุยเรื่องเครื่องดื่มและโปรไบโอติกส์ที่มีส่วนช่วยเพิ่มอัตราเมตาบอลิซึม รวมถึงผลข้างเคียงอีกด้วย

คาเฟอีน’ ตัวช่วยเพิ่มเมตาบอลิซึมที่มาพร้อมผลข้างเคียง

        เชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ยินกันมาแล้วว่าการดื่มชา กาแฟ (ที่ไม่ใส่น้ำตาลหรือแต่งรสใดๆ) จะสามารถช่วยเพิ่มอัตราเมตาบอลิซึมของร่างกายเราได้ ซึ่งพระเอกสำคัญของงานนี้ไม่ใช่กาแฟหรือชาเหล่านั้นเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมไปถึงสิ่งที่เรียกว่า ‘คาเฟอีน’ ในชา กาแฟต่างหาก

“คาเฟอีน คือสารสำคัญที่อยู่ในชา กาแฟที่มีส่วนกระตุ้นให้ระบบประสาทสั่งการเพื่อเผาผลาญไขมันในร่างกาย นอกจากนี้ยังสามารถช่วยเพิ่มอัตราการเผาผลาญได้อย่างมีประสิทธิภาพ”

        อันที่จริง คาเฟอีนมีส่วนช่วยในการเผาผลาญไขมัน และกระตุ้นให้เกิดการนำพลังงานมาใช้งาน (Energy Expenditure: EE) มากขึ้น ซึ่งการดื่มเป็นประจำจะทำให้เห็นผลดีมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้คาเฟอีนยังมีส่วนช่วยทำให้ความอยากอาหารลดลงเพื่อเป็นการลดน้ำหนักในทางอ้อมอีกด้วย

        ในทางกลับกัน การได้รับปริมาณคาเฟอีนก็อาจเกิดผลข้างเคียงต่อร่างกายได้ เช่น

  • อาการใจสั่น
  • รู้สึกกระวนกระวาย
  • ปวดศีรษะ
  • ก่อกวนการนอนหลับพักผ่อน ทำให้พักผ่อนได้ไม่เพียงพอและอ่อนเพลีย
  • เมื่อคาเฟอีนหมดฤทธิ์ จะทำให้เรารู้สึกอ่อนล้ามากกว่าเดิม

        เนื่องจากร่างกายคนเราไม่เหมือนกัน การได้รับคาเฟอีนที่มากเกินไปของแต่ละคนจึงมีปริมาณไม่เท่ากัน แต่ปริมาณที่แนะนำสำหรับวัยผู้ใหญ่ที่มีร่างกายแข็งแรงจะอยู่ที่ไม่เกิน 4000 มิลลิกรัม/วัน (ประมาณ 4 แก้ว) แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ไม่ควรให้เด็กได้รับคาเฟอีน หรือแม้แต่วัยรุ่นก็ต้องดื่มในปริมาณที่เหมาะสมเพื่อหลีกเลี่ยงอาการไม่พึงประสงค์

โปรไบโอติกส์ ทางออกสำหรับผู้ที่ไม่ต้องการคาเฟอีน

        เนื่องจากโปรไบโอติกส์ เป็นจุลินทรีย์ดีที่มีอยู่ในร่างกายของเรา มีหน้าที่เพื่อช่วยดูแลลำไส้ ระบบประสาท ซึ่งส่งผลต่อระบบย่อยอาหาร รวมไปถึงระบบเผาผลาญพลังงานของเรา เหมาะสำหรับผู้ที่ไม่ดื่มชา กาแฟ หรือกังวลกับผลที่จะตามมาจากการได้รับคาเฟอีน โดยในโปรไบโอติกส์จะเข้าไปช่วยดูแลสมดุลของจุลินทรีย์ดีและแบคทีเรียในร่างกายของเราเพื่อให้ระบบต่างๆ ทำงานได้อย่างเป็นปกติ รวมไปถึงระบบภูมิคุ้มกันอีกด้วย

      ทั้งนี้ เด็กยังสามารถกินโปรไบโอติกส์ได้ในปริมาณที่พอเหมาะ ซึ่งอาหารที่พบโปรไบโอติกส์นั้นจะเป็นอาหารประเภท หมัก ดอง เช่น โยเกิร์ต ผักดอง ถั่วเน่า และมิโสะ (เต้าหู้ญี่ปุ่น) นั่นเอง

 

สนับสนุนบทความดีๆ โดย blissly bioshot cocktail probiotics จำนวน 11 สายพันธุ์ ชนิดกรอกปาก

อ้างอิง

https://academic.oup.com/ajcn/article/79/1/40/4690067
https://link.springer.com/article/10.1007/s00394-019-01976-9
https://www.mayoclinic.org/healthy-lifestyle/nutrition-and-healthy-eating/in-depth/caffeine/art-20045678

เล่นมือถือนานๆ ในห้องน้ำ กิจกรรมต้องห้ามถ้าไม่อยากเป็น ‘ริดสีดวง’

author : SAS Team

Food & Health

Date : 17 May 2021

        ยินดีต้อนรับเข้าสู่ยุค 4.0 พร้อมการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีที่ส่งผลกระทบต่อพฤติกรรมของเราโดยตรง โดยเฉพาะสมาร์ทโฟนซึ่งถือเป็นปัจจัยที่ 5 ในการดำรงชีวิตเลยทีเดียว โดยอุปกรณ์ชนิดนี้ติดตามเราไปทุกที่ตั้งแต่ตื่นนอนยันหลับ แน่นอนว่ารวมไปถึงพฤติกรรมการใช้ห้องน้ำอีกด้วย

“การนั่งห้องน้ำที่นานเกินไป ส่งผลให้เกิดแรงดันในหลอดเลือดโดยเฉพาะทวารหนัก และสุดท้ายจะเกิดอาการปูด บวมแดง เป็นติ่งและสร้างความเจ็บปวดมหาศาล หรือที่รู้จักกันดีในชื่อของ ริดสีดวง นั่นเอง”

        ถ้าเป็นยุคก่อนหน้านี้ สิ่งสำคัญที่อยู่ติดห้องน้ำคงเป็นหนังสือพิมพ์ หรือหนังสืออ่านเล่นต่างๆ แล้วแต่ความชอบ แต่ในยุคนี้ส่วนใหญ่ (น่าจะเกิน 90%) สิ่งที่พกติดมือเข้าห้องน้ำจะเป็นอะไรไปไม่ได้นอกจากโทรศัพท์มือถือ ซึ่งการเล่นมือถือจะเบนความสนใจของเราไปจากกิจกรรมที่ทำอยู่ ทำให้เราใช้เวลานานกว่าปกติ

        วันนี้ SAS จึงมาชวนคุยเรื่องการใช้มือถือในห้องน้ำ (นาน) ที่ทำให้เสี่ยงต่อการเกิดริดสีดวงทวารกันมากขึ้น

ริดสีดวงทวาร ทุกคนเคยได้ยิน แต่ไม่ได้รู้จักมันสักเท่าไหร่

        ริดสีดวงทวาร (Hemorrhoids) คือ อาการที่เกิดแรงดันในหลอดเลือดดำใต้ทวารหนัก แล้วเกิดการบวม พอง ยื่นออกมาในทวารหนัก โดยแบ่งเป็น 2 ชนิดคือ ภายใน (Internal Hemorrhoid) ซึ่งจะไม่สามารถคลำเจอได้ แต่อาจมีการยื่นออกมาของหัวริดสีดวงขณะขับถ่าย และชนิดที่ 2 คือ ภายนอก (External Hemorrhoid) เป็นริดสีดวงชนิดที่สามารถมองเห็นและคลำได้ โดยส่วนใหญ่มักก่อให้เกิดการเจ็บปวด

        อาการของริดสีดวงทวารหลักๆ คือมีอาการเจ็บปวดบริเวณทวารหนักเวลาถ่ายอุจจาระ อาจมีเลือดออกมาจากทวารเวลาขับถ่าย หรืออาจพบก้อนเนื้อนิ่มๆ โผล่ออกมาจากบริเวณทวารหนัก

ท้องผูก นั่งห้องน้ำนาน เสี่ยงต่อริดสีดวงทวาร: เรื่องของการขับถ่ายที่ไม่ง่ายอีกต่อไป

        ริดสีดวงทวารนั้นเกิดมาจากหลายสาเหตุ แต่โดยรวมแล้วเกิดจากพฤติกรรมที่ทำให้เกิดแรงดันในหลอดเลือด เช่น การนั่งห้องน้ำนาน พฤติกรรมการเล่นมือถือในตอนเข้าห้องน้ำ ความเพลิดเพลินเสมือนหลุดไปอีกโลกหนึ่งทำให้เราไม่ได้จดจ่อกับการเข้าห้องน้ำเท่าที่ควร นอกจากนี้ยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่สำคัญ เช่น ท้องผูก การขับถ่ายยากทำให้ต้องเบ่งแรงในการขับถ่ายมากเกินไป เป็นต้น

        ไม่ใช่แค่ความเร่งรีบที่ทำให้ไม่มีเวลานั่งห้องน้ำ หรือการติดโทรศัพท์มือถือเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงอาหารการกินก็ถือเป็นปัจจัยหลักๆ ของการขับถ่าย การบริโภคอาหารจานด่วน อาหารขยะ (Junk Food) และการบริโภคใยอาหารที่ไม่เพียงพอ ตลอดจนการดื่มน้ำที่น้อยกว่าปริมาณที่ร่างกายต้องการ รวมไปถึงกรรมพันธุ์ก็สามารถเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดริดสีดวงทวารได้

เรียนผูกต้องเรียนแก้ มอบรักแท้ให้ลำไส้ด้วยโปรไบโอติกส์

        ริดสีดวงทวารไม่ได้น่ากลัวอย่างที่หลายๆ คนคิด บางคนเป็นแล้วอาจหายเองได้เพียงแค่ปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิต เช่น การเล่นมือถือให้น้อยลงในการเข้าห้องน้ำแต่ละครั้ง และมีสมาธิจดจ่อกับการขับถ่ายมากขึ้น นอกจากนี้การป้องกันไว้ไม่ให้เกิดขึ้นดูจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่าการต้องไปทรมานกับอาการเจ็บปวดเวลาขับถ่าย ทั้งที่มันควรจะเป็นช่วงเวลาแห่งความสุขซะมากกว่า

โปรไบโอติกส์ ถือเป็นทางเลือกในการขับถ่ายที่สำคัญ เพราะจะเป็นตัวช่วยดูแลลำไส้ของเราทำให้ทำงานอย่างเป็นปกติ นอกจากนี้ยังเป็นจุลินทรีย์ดีในลำไส้เพื่อช่วยรักษาสมดุลไม่ให้แบคทีเรียในลำไส้ก่อโรคจนเราเจ็บป่วย ทั้งยังทำให้ไม่ต้องนั่งห้องน้ำนานและไม่ต้องออกแรงในการขับถ่ายมากเกินไปอีก หากรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ควบคู่ไปกับการกินอาหารมื้อที่ 6 อย่างโปรไบโอติกส์เป็นประจำทุกวัน

 

สนับสนุนบทความดีๆ โดย blissly bioshot cocktail probiotics จำนวน 11 สายพันธุ์ ชนิดกรอกปาก

 

อ้างอิง

https://fascrs.org/ascrs/media/files/downloads/Clinical%20Practice%20Guidelines/cpg_management_of_hemorrhoids.pdf

https://www.phukethospital.com/healthy-articles/hemorrhoids/

https://www.aafp.org/afp/2018/0201/p172.html

หนังสือ เคล็ดลับอายุยืนจากลำไส้ที่หมอไม่เคยบอกคุณ โดย Giulia Enders

 

ลำไส้ ตัวละครลับในการสร้างสุขภาพผิวที่ดี

author : SAS Team

Food & Health

Date : 5 May 2021

        ทุกๆ วันร่างกายของเราต้องพบเจอกับมลภาวะ แบคทีเรีย แสงแดดและสารเคมีที่เป็นพิษมากมาย ผิวหนังถือเป็นด่านแรกของการป้องกันร่างกายให้ได้รับผลกระทบจากอันตรายเหล่านั้นน้อยที่สุด และหลายๆ ครั้งสภาพผิวของเราก็สามารถบอกอะไรเกี่ยวกับระบบภายในของเราได้อย่างไม่น่าเชื่อ

       สภาพผิวที่ดีตามคำนิยามของศูนย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู มหาวิทยาลัยวอชิงตัน (University of Washington) คือ “ผิวที่นุ่ม ไม่มีรอยแตกบนผิว อุ่นๆ ไม่แห้งหรือหยาบกร้าน ไม่เป็นขุย ชุ่มชื้น แต่ไม่เหนียวเหนอะหนะ และสุขภาพผิวที่ดีเป็นตัวสะท้อนของสุขภาพที่ดี” ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการดูแลรักษาผิวนั้นไม่เพียงแต่ต้องบำรุงจากภายนอก การดูแลจากภายในถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน

        วันนี้ SAS จึงมาชวนคุยเรื่องความสำคัญของการดูแลระบบภายในอย่างลำไส้ เพื่อสุขภาพผิวที่ดีตามลำดับ

Photo by : PIXOLOGICSTUDIO/Getty Images

ลำไส้: ตัวละครลับในการดูแลผิวที่หลายคนคาดไม่ถึง

        มาถึงตรงนี้เชื่อว่าหลายคนคงขมวดคิ้วพลางคิดว่าแล้วลำไส้เข้ามามีบทบาทอะไรกับการดูแลผิวได้ ทั้งที่ดูเป็นคนละเรื่องกันเลย แต่อย่าลืมว่าร่างกายของเราทำงานเป็นระบบคล้ายฟันเฟือง ทุกส่วนล้วนส่งผลกระทบต่ออีกส่วนหนึ่งไม่ทางใดก็ทางหนึ่งแน่นอน โดยการดูแลลำไส้ที่เป็นแหล่งย่อยอาหารสุดท้ายก่อนส่งออกมานอกร่างกายในรูปแบบที่เราคุ้นเคยนั้นแท้ที่จริงแล้วมีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าการบำรุงส่วนอื่นๆ เลย

        ลำไส้เป็นอวัยวะที่มีพื้นผิวสัมผัสมากเป็นอันดับต้นๆ ในร่างกาย ทั้งยังเป็นแหล่งดูดซึมสารอาหารต่างๆ โดยมีหลอดเลือดที่สำคัญทำงานกันอย่างเป็นระบบอยู่ที่นี่อีกด้วย อย่างที่รู้กันว่าลำไส้เป็นแหล่งดูดซึมสารอาหารส่วนใหญ่ของร่างกายซึ่งมีทั้งสารอาหารที่ดีและไม่ดีปะปนกันไป แน่นอนว่าการหมักหมมของอาหารย่อมทำให้เกิดแบคทีเรียมากมายขึ้นในพื้นที่แห่งนี้ซึ่งถ้าระบบภูมิคุ้มกันเราบกพร่อง ร่างกายก็จะได้รับเชื้อแบคทีเรียเข้าไปและป่วยได้ง่ายๆ

        ในทางกลับกัน ถ้ามีแต่อาหารดีๆ มีประโยชน์ สิ่งที่ดูดซึมกลับเข้าไปจะเป็นสิ่งที่ดีต่อร่างกาย เหมือนกับน้ำมันสะอาดที่หล่อเลี้ยงฟันเฟืองให้ทำงานได้อย่างปกติ และไม่ทิ้งคราบสกปรกเอาไว้ เครื่องยนต์ภายนอกก็จะสะอาดเหมือนใหม่อยู่เสมอ จึงอาจกล่าวได้ว่าการดูแลลำไส้ให้ดี จะช่วยขจัดของเสีย และสร้างสิ่งที่ดีต่อร่างกายมากขึ้น ซึ่งส่งผลให้ผิวภายนอกของเราดูสุขภาพดีต่อไปนั่นเอง

โปรไบโอติกส์: ตัวช่วยเก็บกวาดแหล่งสะสมแบคทีเรียตัวร้าย จุดเริ่มต้นของสุขภาพผิวที่ดี

        ทีนี้คำถามต่อมาคงไม่พ้น “แล้วอะไรที่เป็นตัวช่วยดูแลลำไส้เรากันล่ะ?”

        จริงๆ แล้วในลำไส้เรามีเชื้อจุลินทรีย์มากมายนับไม่ถ้วน ซึ่งมีทั้งชนิดดีและไม่ดีอยู่รวมกันเพื่อแย่งพื้นที่ในการเกาะผนังลำไส้ สิ่งที่เราควรทำคือการปรับสมดุลให้ลำไส้ด้วยการเพิ่มจุลินทรีย์ดีเข้าไปต่อสู่กับแบคทีเรียที่เป็นบ่อเกิดของโรคนานาชนิด นอกจากนี้การดูแลผิวภายนอกยังรวมไปถึงการดูแลระบบภูมิคุ้มกันให้ดี เพื่อต้านอนุมูลอิสระ แสงแดด ไวรัส ฯลฯ ที่ล้วนก่อให้เกิดผลกระทบต่อผิวหนังโดยตรง เช่น อาการผิวหนังหย่อนคล้อยก่อนวัยอันควร หยาบกร้าน หรือแม้กระทั่งมะเร็ง

        ตัวช่วยดีๆ ที่ว่านั้นคือจุลินทรีย์ดีโปรไบโอติกส์ โดยการเติมจุลินทรีย์ดีเข้าสู่ร่างกายจะเป็นการช่วยขจัดแบคทีเรียในลำไส้เพื่อปรับสมดุลและช่วยสร้างความแข็งแรงให้ระบบภูมิคุ้มกัน เก็บกวาดเอาเศษซากที่ร่างกายไม่ต้องการออกมา และทำความสะอาดลำไส้ของเราให้มีแต่สารอาหารดีๆ หล่อเลี้ยงร่างกาย ซึ่งจะส่งผลถึงภายนอกอีกทางหนึ่ง

        โปรไบโอติกส์ยังช่วยเรื่องของการดูดซึมที่ดี ช่วยเรื่องของระบบขับถ่าย ให้เราได้รับสิ่งที่เป็นประโยชน์เข้ามาในร่างกายอย่างเต็มที่ และขับของเสียออกไปเพื่อไม่ให้ร่างกายดูดของเสียจากอุจจาระขึ้นมาใช้อีก ซึ่งเป็นเหตุให้ผิวหมองคล้ำ หยาบกร้านเพราะได้สารอาหารที่ไม่ดีไปหล่อเลี้ยง

        ทั้งนี้ ยังเริ่มมีงานวิจัยที่จะนำโปรไบโอติกส์มาผสมในเครื่องสำอาง ครีมบำรุงผิว รวมไปถึงการรักษาสิวและลดความรุนแรงของอาการแพ้บนใบหน้าอีกด้วย ซึ่งคาดว่าในอนาคตเราจะได้เห็นเครื่องสำอางที่มีส่วนผสมของโปรไบโอติกส์เพื่อช่วยดูแลสภาพผิวภายนอกอย่างแพร่หลายแน่นอน

        แต่ไม่ว่ายังไง ความจริงที่ว่าการดูแลลำไส้ให้ดี จะส่งผลต่อสุขภาพผิวที่ดียังคงเป็นอย่างนี้ไม่เปลี่ยนแปลง และการเติมโปรไบโอติกส์เข้าร่างกายทุกๆ วันถือว่าเป็นสิ่งที่ทำได้ทันที ควบคู่กับการดูแลผิวจากภายนอกเพื่อประสิทธิภาพที่ดียิ่งขึ้น

 

สนับสนุนบทความดีๆ จาก blissly bioshot cocktail probiotics จำนวน  11 สายพันธุ์ ชนิดผงกรอกปาก

 

อ้างอิง

https://sci.washington.edu/info/pamphlets/skin_1.asp#:~:text=Healthy%20skin%20is%20smooth%2C%20with,mirror%20of%20a%20healthy%20body.

https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC5418745/

https://www.mdpi.com/2311-5637/5/2/41/pdf#:~:text=Lactobacilli%20and%20Bifidobacterium%20are%20the,aureus%2C%20A.

หนังสือ ลำไส้ดี ชีวียืนยาว เล่ม 2 โดยดร.ไช่อิงเจี๋ย

5 ตัวช่วยดูแลสมองที่สองของเรา

author : SAS Team

Read

Date : 5 May 2021

        ทุกส่วนของร่างกายต้องการการดูแลที่แตกต่างกันไป ซึ่งเราจะให้ความสนใจกับภายนอกที่เห็นได้ชัดมากกว่าการดูแลภายในที่มองไม่เห็น โดยเฉพาะลำไส้ที่ดูเหมือนไกลตัวที่สุด ซึ่งแท้ที่จริงแล้วลำไส้และสมองของเราทำงานร่วมกันอย่างแน่นแฟ้น จนเรียกได้ว่าลำไส้เป็นสมองที่ 2 ซึ่งมีความสำคัญไม่แพ้กันเลยก็ว่าได้

        วันนี้ SAS จึงมาชวนคุยเรื่องสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อสมองที่ 2 ของเรา ซึ่งสารอาหารเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่ทุกคนคุ้นเคยและมีประโยชน์หลากหลายด้านอย่างคาดไม่ถึงเลยทีเดียว

ปลาทะเล

        ในที่นี้คือปลาทะเลที่ขึ้นชื่อว่าเต็มไปด้วยไขมันดี เช่น แซลมอน แอนโชวี่ ทูน่า และปลาซาร์ดีน ซึ่งเต็มไปด้วย DHA นอกจากจะช่วยลดปริมาณไขมันไม่ดีในร่างกายแล้ว ยังช่วยลดผลเสียจากน้ำตาลที่เป็นอาหารของแบคทีเรียไม่ดีในลำไส้เพื่อลดการเจริญเติบโตของแบคทีเรียเหล่านั้น และทำให้จุลินทรีย์ดีในลำไส้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

อะโวคาโด

        อาหารที่มีประโยชน์ตลอดกาล สายรักสุขภาพต้องไม่พลาดกับผลไม้ชนิดนี้แน่นอน เนื่องจากมีปริมาณใยอาหารที่สูงเป็นประโยชน์ต่อแบคทีเรียในลำไส้ นอกจากนี้ยังมีปริมาณไขมันดีซึ่งช่วยดูแลหัวใจ และลดไขมันไม่ดีในร่างกายอีกด้วย

กระเทียม

       หัวกระเทียมสดที่ไม่ได้ผ่านความร้อนนั้นเป็นหนึ่งในแหล่งของจุลินทรีย์ดีชั้นยอด ซึ่งนอกจากจะมีส่วนช่วยดูแลระบบลำไส้ของเราให้ทำงานได้เป็นปกติแล้ว กระเทียมยังมีคุณสมบัติช่วยลดความดันในเลือด เพิ่มอัตราการเผาผลาญ ควบคุมระดับคอเลสเตอรอล เพื่อลดความเสี่ยงการเกิดโรคหัวใจ และมีคุณสมบัติในการป้องกันหวัดอีกด้วย

ดาร์กช็อกโกแลต

        เมล็ดโกโก้ที่อุดมไปด้วยประโยชน์ นอกจากจะมีสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยลดความดัน ป้องกันโรคมะเร็งแล้ว ดาร์กช็อกโกแลตยังเป็นแหล่งของพรีไบโอติกส์ที่ช่วยให้แบคทีเรียดีโปรไบโอติกส์ในลำไส้เราทำงานได้ดีมากขึ้น ซึ่งควรเป็นดาร์กช็อกโกแลต 70% ขึ้นไปถึงจะมีประโยชน์สูงสุด ทั้งนี้เพื่อลดอันตรายที่ได้มาจากน้ำตาลอีกด้วย

โปรไบโอติกส์และพรีไบโอติกส์

        จะสังเกตได้ว่าอาหารที่กล่าวมาข้างต้นนั้นล้วนมีโปรไบโอติกส์ทั้งนั้น ซึ่งหมายความว่าสิ่งที่ช่วยดูแลลำไส้ของเราแท้จริงแล้วคือจุลินทรีย์ดีโปรไบโอติกส์ซึ่งจะช่วยกำจัดแบคทีเรียตัวร้าย ปรับสมดุลและช่วยดูแลการทำงานของลำไส้ให้เป็นปกติ

        โปรไบโอติกส์พบมากในอาหารหมักดอง เช่น โยเกิร์ต กิมจิ คอมบุชา (ชาหมัก) และอื่นๆ อีกมากมาย และเพื่อสร้างภาวะที่เหมาะสมในการทำงานของโปรไบโอติกส์ เราจึงควรเติมพรีไบโอติกส์ที่เป็นอาหารของโปรไบโอติกส์เพื่อประสิทธิภาพการทำงานที่ดีมากขึ้น ซึ่งสรุปสั้นๆ ว่าสิ่งที่จำเป็นต่อลำไส้ของเราคือพรีไบโอติกส์และโปรไบโอติกส์ (ที่เมื่อทำงานร่วมกันจะเรียกว่า ‘ซินไบโอติกส์’) นั่นเอง

        ทว่าการที่จะได้รับปริมาณซินไบโอติกส์เพียงพอนั้นทำให้เราเสียเงินไปไม่น้อย แถมบางทีอาจได้สิ่งที่ไม่พึงประสงค์แถมมาจากการกินมากไปอีกต่างหาก และเพื่อแก้ปัญหานั้น bioshot จึงคำนวณจำนวนโปรไบโอติกส์ที่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายในแต่ละวันด้วยราคาเบาๆ ทั้งยังประกอบไปด้วยจุลินทรีย์ดีมีชีวิตถึง 11 ชนิด เชื้อทนต่อกรดในกระเพาะและสภาพอากาศที่ร้อนของเมืองไทย พร้อมด้วยพรีไบโอติกส์เพื่อเป็นคู่หูช่วยดูแลลำไส้ของเราให้มีสุขภาพดีอยู่เสมอ

สนับสนุนเรื่องราวดีๆ โดย blissly bioshot ค็อกเทล โปรไบโอติกส์ จำนวน 11 สายพันธุ์ ชนิดกรอกปาก

สั่งซื้อได้ที่

Lazada: http://bit.ly/sasxlazada 

Shopee: http://bit.ly/sasxshopee 

 

อ้างอิง

https://www.sciencedaily.com/releases/2020/12/201215175758.htm

https://www.sciencedirect.com/science/article/pii/S2352396416301438

https://www.mdlinx.com/article/the-best-foods-for-gut-health-backed-by-science/4EWIqvawHhk4MZQpei4IQZ

https://www.parsleyhealth.com/blog/best-gut-health-foods/

ผมจะไม่ปล่อยคุณไปไหน ชวนมารู้จัก probiotics จุลินทรีย์ที่ดีกับเส้นผม

author : SAS Team

Read

Date : 27 Apr 2021

        แลคโตบาซิลลัส (Lactobacillus) หรือที่เราเคยได้ยินกันว่าเป็นจุลินทรีย์โปรไบโอติกส์ในโยเกิร์ต ไม่ได้มีประโยชน์แค่ช่วยให้ขับถ่ายดี แต่ยังดีต่อเส้นผมและผิวพรรณด้วย

        วันนี้ SAS จะมาชวนคุยเรื่องเส้นผมกระจกสะท้อนสุขภาพที่มองเห็นได้ชัดเป็นลำดับแรกๆ

        ในช่วงภาวะที่ชีวิตไม่มีอะไรมั่นคงเช่นนี้ หลายคนบ่นว่าเครียดจนผมเริ่มบาง อันที่จริงผมร่วงเกิดได้จากหลายสาเหตุ ผู้เชี่ยวชาญบางคนนิยามสั้นๆ ว่าเป็นเพราะฮอร์โมนและการอักเสบ มักพบในสรีระเพศชายที่ผ่านพ้นชีวิตมาหลายฤดูกาลจนกลายเป็นชาวผมบางอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

        ไม่ใช่แค่ฮอร์โมน จุลินทรีย์นับล้านล้านตัวในร่างกายก็เป็นปัจจัยหนึ่งของความเงางามเส้นผมเช่นกัน ผลสรุปนี้มาจากการทดลองของนักวิทยาศาสตร์ที่กำลังศึกษาระบบทางเดินอาหารของหนูทดลองด้วยการป้อนโยเกิร์ตที่มีโปรไบโอติกส์ แล้วสังเกตเห็นว่าหนูทดลองมีเส้นขนที่เงางามขึ้นภายในหนึ่งสัปดาห์

PHOTO BY : www.ncbi.nlm.nih.gov

        เมื่อได้โยเกิร์ตโปรไบโอติกส์เป็นอาหาร หนูทดลองตัวเมียอายุมากมีผิวหนังเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด คือมีลักษณะคล้ายกับผิวของหนูอายุน้อยวัยเจริญพันธุ์ที่สุขภาพดีและมีเส้นขนหนาขึ้น หลายคนอาจจะสงสัยว่าแล้วหนูตัวผู้ล่ะ

        คำตอบคือ หนูตัวผู้ที่ได้รับโยเกิร์ตโปรไบโอติกส์มีขนใหม่งอกขึ้นอย่างรวดเร็วหลังการโกนและเป็นเส้นขนที่ดกหนากว่าเดิมด้วย หลังจากได้ผลทดลองที่น่าสนใจนี้นักวิทยาศาสตร์จึงมานั่งพิจารณาอีกครั้งว่าที่เส้นขนของหนูเงางามขึ้นนั้น เป็นเพราะโยเกิร์ตโปรไบโอติกส์หรือสารอาหารอื่นๆ ในโยเกิร์ตอย่างวิตามินดีกันแน่

        เพื่อพิสูจน์ให้แน่ชัดกันไปเลย นักวิทยาศาสตร์เริ่มให้หนูทดลองดื่มน้ำที่ผสมจุลินทรีย์ดีโปรไบโอติกส์ล้วนๆ แบบไม่ต้องเสริมโยเกิร์ต ผลที่ออกมาคือเชื้อจุลินทรีย์แลคโตบาซิลลัสช่วยให้เส้นขนเงางามเหมือนเดิม และช่วยยับยั้งเชื้อโรคที่ทางเดินอาหารได้ด้วย

PHOTO BY : www.ncbi.nlm.nih.gov

        โปรไบโอติกส์ในลำไส้ยังช่วยให้จำนวนจุลินทรีย์ดีมีมากขึ้น เมื่อจุลินทรีย์ดีมีมากกว่าจุลินทรีย์ไม่ดี จะช่วยทำให้การขับถ่ายเป็นไปอย่างราบรื่น ซึ่งหากขับถ่ายได้เป็นกิจวัตรแล้ว ผิวพรรณไปจนถึงเส้นผมก็ย่อมสดใสเป็นประกายไม่แพ้กัน

        แน่นอน เราไม่ใช่หนูในห้องทดลองที่ถูกเลี้ยงและควบคุมปัจจัยต่างๆ เป็นอย่างดี จึงไม่ได้แปลว่าเราจะมีสุขภาพเส้นผมที่นุ่มสลวยเป็นเงางามเพียงเพราะรับประทานแต่โปรไบโอติกส์อย่างดียว การเลือกรับประทานอาหารให้สมดุลและมีประโยชน์ก็ยังเป็นสิ่งจำเป็นโดยเฉพาะในยุคที่ไวรัสพร้อมจะจู่โจมสุขภาพได้ทุกเวลา และนี่คือเรื่องราวของเทคโนโลยีชีวภาพที่เรานำมาเสนอ

        สนับสนุนเรื่องราวดีๆ โดย blissly bioshot ค็อกเทล โปรไบโอติกส์  จำนวน 11 สายพันธุ์ ชนิดกรอกปาก

 

อ้างอิง

https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC3547054/

WFH การอยู่อย่างเหงาๆ ที่เราควรมีวิธีรับมือ

author : SAS Team

Read

Date : 22 Apr 2021

        โควิดมาอีกแล้ว

        ถึงเวลาที่ต้องกรีดร้องในใจอีกรอบ ในตอนที่สถานการณ์กำลังจะดีขึ้น กลับมีการระบาดระลอกใหม่จนต้องกักตัวอยู่บ้านกันอีกแล้ว Work from home กันอีกหน กลับเข้าสู่วังวนเดิมๆ ที่ล้วนสร้างเรื่องให้เราต้องปรับตัวกันอีกรอบ ซึ่งนี่เป็นเหตุการณ์ที่เกิดกันจน (น่าจะ) ชิน แต่รู้หรือไม่ว่าการอยู่บ้านเพื่อทำงาน หรือกักตัว โดยเฉพาะการอยู่คนเดียว ตัดขาดจากการมีปฏิสัมพันธ์กับคนในสังคม ล้วนสร้างความเครียดและส่งผลกระทบต่อระบบภูมิคุ้มกันของเรา

        หลายคนอาจเถียงว่าไม่จริง การอยู่คนเดียวมันสบายจะตาย ซึ่งนั่นก็จริงส่วนหนึ่ง แต่ลองนึกภาพดูว่าถ้าเราต้องอยู่คนเดียวตลอดเวลา ไม่ได้แชทคุยกับใคร ไม่ได้พูดกับใคร อยู่แต่กับหน้าจอมือถือ คอมพิวเตอร์ หรือแล็ปท็อปนั้นเราจะอยู่ได้เพียงช่วงหนึ่ง ยังไงการที่ได้เจอใครหรือคุยกับใครสักคนย่อมลดระดับความเครียดเหล่านั้นได้โดยที่เราอาจไม่รู้ตัว

        จากการวิจัยของ APA (American Psychological Association) พบว่าการขาดการสนับสนุนทางสังคม (social support) ความรู้สึกโดดเดี่ยว (feelings of loneliness) และการปลีกวิเวกจากสังคม (social isolation) ล้วนเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ก่อให้เกิดความเครียดอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งปัจจัยเหล่านี้จะกระทบต่อระบบภูมิคุ้มกันของนักศึกษาจากกลุ่มตัวอย่างที่เป็นนักศึกษาชั้นปีที่ 1 ซึ่งยังไม่มีสังคมเพื่อนในมหาวิทยาลัยมากนัก

        วันนี้ SAS จึงมาชวนคุยเรื่องการ WFH และการกักตัว ความโดดเดี่ยวที่ส่งผลกระทบต่อระบบภูมิคุ้มกันอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง

ภัยร้ายที่ตามมากับความเครียด

        เมื่อเกิดความเครียด ปริมาณของลิมโฟไซต์ (Lymphocytes) หรือเซลล์เม็ดเลือดขาวที่ทำหน้าที่ปกป้องร่างกายจากสิ่งแปลกปลอมภายนอกจะลดลง นี่จึงเป็นสาเหตุที่ว่าทำไมเมื่อเราเครียด เราจะป่วยง่ายกว่าเดิม นั่นเพราะเกราะป้องกันร่างกายเราต่ำลง ความเครียดยังส่งผลกระทบต่อการรักษาบาดแผลของร่างกาย ทำให้บาดแผลหายช้าลง นอกจากนี้ยังทำให้รู้สึกเหนื่อยอยู่ตลอดเวลา เนื่องจากเวลาเราเครียด ภูมิคุ้มกันเราจะต่ำลง ซึ่งส่งผลต่อระดับพลังงานของเราเช่นกัน และที่สำคัญคือส่งผลให้เรามีปัญหาในช่องท้องเพิ่มมากขึ้น เช่น อาหารไม่ย่อย ทำให้ปวดท้อง หรือเกิดอาการท้องผูกง่ายขึ้นด้วย

ความโดดเดี่ยว ความเครียด ภูมิคุ้มกันต่ำ แก้ง่ายๆ แค่มีตัวช่วย

        แน่นอนว่าด้วยสถานการณ์ปัจจุบันที่ต้องกักตัวอยู่คนเดียว หรือ work from home กันทุกวัน นั่งอยู่แต่หน้าจอคอมพิวเตอร์เพื่อทำงาน แถมออกไปไหนมากไม่ได้ การผ่อนคลายจากความเหนื่อยล้าและความเครียดด้วยการไปเที่ยวตามธรรมชาติ หรือพบปะสังสรรค์ก็ทำได้ยาก ยิ่งสร้างความเครียดขึ้นไปอีกจนกลายเป็นปัญหาที่ดูเหมือนไร้ทางออก

        ความจริงแล้วเราไม่จำเป็นต้องมองในแง่ร้ายขนาดนั้น เพราะยังมีตัวช่วยอีกมากมายที่เรานึกไม่ถึง บางทีถ้าเราเบื่ออยู่บ้านคนเดียว ไม่ได้คุยกับใคร ก็อาจจะโทรหาเพื่อน คนในครอบครัว หรือคนรักเพื่อแลกเปลี่ยนเรื่องราวในชีวิตประจำวัน ได้ระบายความคิดที่อยู่ในหัวออกมาให้ใครสักคนฟังเพื่อเปลี่ยนโฟกัสไปอยู่กับคนคนนั้นชั่วขณะก็เป็นทางเลือกที่ดี หรืออาจจะทำกิจกรรมออนไลน์แทนการออกไปข้างนอกจริงๆ เช่น การไปเที่ยวแบบเสมือนจริงบนโลกออนไลน์ คาเฟ่ออนไลน์ หรือหากิจกรรมสนุกๆ ผ่านช่องทางออนไลน์กับเพื่อนๆ ก็น่าสนใจไม่น้อย

        นอกจากการดูแลทางใจแล้ว ร่างกายของเราก็ต้องการการดูแลเช่นกัน ซึ่งวิธีง่ายๆ ในการจัดการกับความเครียดก็คือกินอาหารที่มีประโยชน์ พักผ่อนให้เพียงพอ นั่งสมาธิ เล่นโยคะ กำหนดลมหายใจเพื่อลดความเครียด ฟังเพลง อ่านหนังสือ และที่สำคัญเราอาจอาศัยตัวช่วยอย่างอื่น เช่น การรับประทานจุลินทรีย์ดีโปรไบโอติกส์ที่คอยทำงานอยู่เงียบๆ ในลำไส้ของเรา เป็นเพื่อนที่ดีโดยที่เราไม่รู้ตัว ซึ่งโปรไบโอติกส์จะช่วยดูแลระบบย่อยอาหารและลำไส้ของเราให้แข็งแรงอยู่เสมอ ซึ่งมีผลต่อเนื่องไปถึงระบบภูมิคุ้มกัน นอกจากนี้ ผลการวิจัยอ้างอิงจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดยังแสดงให้เห็นว่าสมองและลำไส้ทำงานสัมพันธ์กัน และโปรไบโอติกส์ยังช่วยลดระดับความเครียดอย่างที่เราคาดไม่ถึงอีกด้วย.      

        ดังนั้น ถ้ารู้อย่างนี้แล้ว อย่าลืมดูแลสุขภาพกาย สุขภาพจิต และสุขภาพลำไส้ของเราที่มีความสัมพันธ์กันอย่างแน่นแฟ้น เพื่อให้รอดพ้นจากวิกฤตความเครียดจากการปลีกวิเวกนี้ไปด้วยกัน

สนับสนุนบทความดีๆ โดย blissly

 

อ้างอิง

https://www.apa.org/research/action/immune

https://www.pennmedicine.org/updates/blogs/health-and-wellness/2020/march/weakened-immune-system

https://www.health.harvard.edu/mind-and-mood/probiotics-may-help-boost-mood-and-cognitive-function

good night sleep tight เมื่อการนอนทำความสะอาดลำไส้ได้

author : SAS Team

Read

Date : 21 Apr 2021

        คงเคยได้ยินกันมาบ้างว่า ระหว่างที่นอนหลับสมองของเราจะหลังฮอร์โมนเมลาโทนิน (Melatonin) ที่ช่วยให้ผ่อนคลาย ไม่ใช่แค่สมอง ลำไส้ก็หลั่งฮอร์โมนเช่นกัน

        วันนี้ SAS จะมาชวนคุยเรื่อง ฮอร์โมนโมทิลิน การนอน และอาหารการกิน ย้อนกลับไปเมื่อประมาณ 50 กว่าปีในช่วง พ.ศ. 2515 ฮอร์โมนทิลินก็ได้ถูกค้นพบขึ้นและมีบทบาทอย่างเข้มข้น

        ระหว่างที่เราหลับลำไส้จะหลั่งฮอร์โมนที่ชื่อว่า โมทิลิน (Motilin) เป็นฮอร์โมนหนึ่งซึ่งสำคัญกับระบบย่อยอาหารไม่แพ้ฮอร์โมนอื่นๆ 

        ถามว่าฮอร์โมนโมทิลินสำคัญอย่างไร เล่าแบบง่ายๆ เลยคือเป็นฮอร์โมนที่ควบคุมการหดตัวของกล้ามเนื้อเรียบ ช่วยให้ลำไส้บีบตัวอย่างต่อเนื่อง กระตุ้นการเคลื่อนไหวของกระเพาะอาหารและลำไส้เล็ก อาหารที่ย่อยไม่หมดก็จะเดินทางเข้าสู่ลำไส้ใหญ่ส่วนคด (sigmoid colon) ในขณะที่เรานอนหลับ เพื่อให้ร่างกายเตรียมพร้อมสำหรับการขับถ่ายในเช้าวันใหม่

        ฮอร์โมนโมทิลินไม่ได้ช่วยเรื่องการบีบตัวอย่างเดียว แต่ยังกระตุ้นการหลั่งของเอนไซม์ย่อยอาหารด้วย เอนไซม์ย่อยอาหารจะช่วยทำความสะอาดลำไส้แบบอัตโนมัติ เมื่อลำไส้สะอาดก็พร้อมสู้ศึกหนักจากอาหารมื้อถัดไป

       กลไกทั้งหมดนี้ รวมถึงฮอร์โมนโมทิลินจะไม่เกิดขึ้นเลย หากเราไม่ได้นอนอย่างมีประสิทธิภาพ การนอนจึงสำคัญไม่แพ้การเลือกรับประทานอาหาร

       และการเลือกอาหารในแต่ละมื้อก็มีส่วนช่วยให้นอนหลับได้สบายกว่าเดิม ไม่ว่าจะเป็นงดดื่มชา กาแฟ ซึ่งสำหรับเราเองขอสารภาพเลยว่าไม่ง่ายอย่างที่คิด แต่หากอดใจได้รับรองว่าการเข้านอนจะแต่ละคืนจะสบายขึ้นเป็นกอง

        หรือการไม่กินอิ่มจนเกินไปในมื้อเย็น และรับประทานอาหารที่ย่อยง่ายก็ช่วยได้ อย่างเช่น อาหารเมดิเตอร์เรเนียน อาหารมังสวิรัติ ที่เน้นผักผลไม้ เน้นเส้นใยอาหาร ซึ่งจะมีผลต่อความหลากหลายของจุลินทรีย์และเพิ่มปริมาณจุลินทรีย์ดีในลำไส้

        แล้วจุลินทรีย์ดีในลำไส้ที่เพิ่มปริมาณขึ้นนั้นดีอย่างไร แน่นอนที่สุดเลยคือเมื่อมีจุลินทรีย์ดีสมดุลกับจุลินทรีย์ไม่ดี ลำไส้ก็ทำงานได้ดีขึ้น หากลำไส้ทำงานได้ดี ระบบย่อยอาหารก็ไม่มีปัญหา ขับถ่ายได้เป็นปกติ เซลล์ภูมิคุ้มกันรอบๆ ลำไส้ก็พร้อมสู้กับเชื้อโรคและแบคทีเรียต่างๆ

        ช่วงนี้ใครที่กำลังละเลยการนอน แม้จะเป็นคำแนะนำแสนง่ายแต่เชื่อไหมว่าแค่นอนให้เต็มอิ่มและกินอย่างพอเหมาะก็เป็นการดูแลร่างกายที่ล้ำค่าแล้ว และนี่คือเรื่องราวของเทคโนโลยีชีวภาพที่เรานำมาเสนอ

สนับสนุนบทความดีๆ โดย blissly

 

อ้างอิง

https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC3838679/

https://journals.physiology.org/doi/full/10.1152/ajpendo.00410.2011

หนังสือ สุขภาพจิตดีเริ่มที่ลำไส้ ผู้แต่ง ดร.ไช่อิงเจี๋ย

3ภัยร้ายของสัตว์เลี้ยงที่มาพร้อมลมร้อน

author : Meow_Wisa

Read

Date : 19 Apr 2021

        ช่วงนี้หลายคนคงอยากเก็บตัวอยู่บ้าน ไม่ออกไปไหน เนื่องจากสถานการณ์โควิด 19 ประกอบกับหน้าร้อนที่แดดแรงจนหน้าไหม้ ทำให้หลายคนขอเลือกที่จะใช้เวลาอยู่ในบ้านมากกว่า

        เจ้าของสัตว์เลี้ยงบางคนอาจจะยังไม่รู้ว่าอากาศร้อนสามารถทำอันตรายแก่สัตว์เลี้ยงแสนรักของเราได้ โดยมีโรคและอาการยอดฮิตที่พบบ่อยในหน้าร้อน และเจ้าของควรเตรียมรับมือเพื่อดูแลน้องๆ ได้แก่

ลมแดด (Heat stroke)

        นับเป็นภัยเงียบที่อาจทำให้สัตว์เลี้ยงถึงแก่ชีวิตได้ โดยเกิดจากน้องๆ อยู่ในสภาวะแวดล้อมที่อุณหภูมิสูงเกินไปและอากาศถ่ายเทไม่สะดวก จนไม่สามารถระบายความร้อนได้ทัน ทำให้อวัยวะภายในล้มเหลวเฉียบพลัน

        พ่อแม่อย่างเราๆ สามารถปกป้องลูกรักได้โดยระมัดระวังไม่ให้น้องอยู่ในที่ที่อากาศถ่ายเทไม่สะดวก และหลีกเลี่ยงการพาน้องไปทำกิจกรรมกลางแจ้งในเวลาแดดจัด

โรคพิษสุนัขบ้า

        ถือได้ว่าเป็นโรคลำดับต้นๆ ที่เจ้าของจะนึกถึงในช่วงหน้าร้อน แท้จริงแล้วโรคนี้ไม่ได้เกิดเฉพาะหน้าร้อนเท่านั้น แต่ยังสามารถระบาดได้ทุกฤดูกาล

        นอกจากนี้ยังติดต่อสู่คนจนเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ ซึ่งการป้องกันก็ทำได้ง่ายๆ แค่พาน้องไปพบสัตวแพทย์ เพื่อฉีดวัคซีนเป็นประจำทุกปี

ท้องเสีย

        นอกจากจะเป็นโรคยอดฮิตประจำหน้าร้อนของคนแล้ว ยังเป็นอีกหนึ่งโรคหน้าร้อนที่พบได้บ่อยในสัตว์อีกด้วย เนื่องจากอุณหภูมิที่สูงขึ้น ส่งผลให้อาหารเน่าเสียได้ง่ายขึ้น

โดยเฉพาะอาหารเปียก อาหารโฮมเมด และอาหารบาร์ฟ (BARF) แต่เราสามารถป้องกันได้โดยการให้อาหารสดใหม่กับน้องๆ เสมอ ไม่ควรตั้งอาหารทิ้งไว้ ควรเก็บและทำความสะอาดภาชนะทันทีหลังมื้ออาหาร

        โรคและอาการที่กล่าวข้างต้น เป็นเพียงตัวอย่างน้อยนิดของภัยร้ายที่อาจทำลายชีวิตสัตว์เลี้ยงแสนรักของเรา ด้วยเหตุนี้เจ้าของจึงควรหมั่นดูแลสัตว์เลี้ยงอย่างใกล้ชิด ทำวัคซีน ถ่ายพยาธิ

        เลือกอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการเหมาะสมกับน้องๆ ในแต่ละช่วงวัย รวมถึงอาจมีการเสริมโปรไบโอติกส์และพรีไบโอติกส์เพื่อให้เค้ามีร่างกายสมบูรณ์แข็งแรงอยู่กับเราไปนานๆ

        SAS หวังเป็นอย่างยิ่งว่าพวกเราและน้องๆ ทุกตัวจะผ่านพ้นหน้าร้อนนี้ และรอดพ้นจากโควิด 19 ไปด้วยกันนะคะ

อยู่บ้านอ่านหนังสือ รวมหนังสือเสริมสุขภาพที่ช่วยดูแลทั้งร่างกายและจิตใจ

author : SAS Team

Pick

Date : 12 Apr 2021

นอกจากอ่านหนังสือ เรายังมีงานอดิเรกอีกอย่างหนึ่งคือดองหนังสือ

พูดแบบเข้าข้างตัวเองก็ต้องบอกว่าเพราะหนังสือดีๆ มีเยอะเกินไป จนเลือกอ่านกันได้ไม่หวาดไม่ไหว

ในจังหวะที่สถานการณ์โควิดตีวงล้อมเข้ามาแบบนี้

เราขอถือโอกาสสวมบทเป็นบรรณารักษ์คัดแยกหนังสือและตั้งชื่อหมวดตามใจว่า ‘สุขภาพดีด้วยจุลินทรีย์ ลำไส้และสมอง’ เพราะอยากแนะนำเรื่องราวที่อ่านแล้วช่วยให้เข้าใจและดูแลร่างกายได้อย่างง่ายๆ ท่ามกลางมรสุมไวรัสและฤดูชีวิตที่กำลังเปลี่ยนผ่าน

        1.เคล็ดลับอายุยืนจากลำไส้ที่หมอไม่เคยบอกคุณ

เขียนโดย Giulia Enders

แปลโดย เอกชัย อัศวนฤนาท

สำนักพิมพ์ วีเลิร์น

ราคา 295 บาท

        ไม่แปลกใจเลยที่เล่มนี้เป็นหนังสือขายดีอันดับหนึ่งจากเยอรมนี เพราะผู้เขียนเล่าเรื่องราวของลำไส้ได้อย่างน่าติดตามราวกับอ่านนิทานหรือนั่งฟังเพื่อนเล่าเรื่องสนุก ชวนให้อ่านแบบไม่รู้เบื่อและไม่ปวดหัวตุบๆ กับความรู้วิชาการในเล่มแม้แต่น้อย

        หนังสือจะพาเราไปรู้จักกับระบบทางเดินอาหารตั้งแต่ปาก และเรื่องราวน่าทึ่งในลำไส้ พร้อมทั้งแนะนำเคล็ดลับสุขภาพดีแบบใกล้ตัวสุดๆ เช่น ท่านั่งขับถ่ายที่ช่วยให้ไม่ท้องผูก เป็นความรู้ที่สามารถปรับใช้กับชีวิตประจำวันได้ทุกวัน

 

        2.ลำไส้ดี ชีวียืนยาว

เขียนโดย ดร.ไช่อิงเจี๋ย

แปลโดย ชาญ ธนประกอบ

สำนักพิมพ์ อินสปายร์

ราคา 265 บาท

“ถ้ารักษาลำไส้ให้ดี โรคภัยจะไม่มาราวี”

หนึ่งในหนังสือแนววิทยาศาสตร์สุขภาพไม่กี่เล่มที่เราอ่านแล้วไม่ร้องโอดโอยว่า อะไรเนี่ย ยากจัง เพราะการเล่าเรื่องด้วยคำเปรียบเปรยและศัพท์แสงที่แสนจะเรียบง่าย ไม่ซับซ้อน

ทำให้เราเข้าใจระบบกลไกการทำงานของร่างกายโดยเฉพาะทางเดินอาหารและการดูแลสุขภาพลำไส้ ไปจนถึงแนะนำการฝึกขับถ่าย จากศาสตราจารย์ประจำสถาบันวิจัยชีวเคมีและอณูชีววิทยา มหาวิทยาลัยแห่งชาติหยังหมิง ที่มีความหวังเต็มเปี่ยมว่าจะสามารถถ่ายทอดยีนทางวัฒนธรรมสุขภาพ เพื่อให้ทุกคนมีอายุยืนยาว สุขสดชื่น และมีชีวิตชีวา

 

        3.ลำไส้ดี ชีวียืนยาว เล่ม 2

เขียนโดย ดร.ไช่อิงเจี๋ย

แปลโดย ชาญ ธนประกอบ

สำนักพิมพ์ อินสปายร์

ราคา 235 บาท

“ความในใจของคนรักแล็กติกแอซิดแบคทีเรีย”

ภาคต่อจากหนังสือ ลำไส้ดี ชีวียืนยาว ต่างกับเล่มแรกตรงที่เล่มนี้ไม่ได้เพียงแนะนำกลไกการทำงานของร่างกายและลำไส้ แต่เมื่ออ่านจบเราจะรักโปรไบโอติกส์ และสามารถนำความรู้เรื่องนี้มาดูแลสุขภาพลำไส้ในชีวิตประจำวันได้อย่างดี

ด้วยภาษาที่เป็นกันเองเหมือนเดิมแต่เจาะลึกเรื่องของจุลินทรีย์และลำไส้ยิ่งขึ้น หนังสือจะพาเราไปรู้จักกับคุณประโยชน์ของจุลินทรีย์ตัวเล็กๆ ในร่างกาย ที่สำคัญไม่แพ้ใคร

 

        4.สุขภาพจิตดี เริ่มที่ลำไส้

เขียนโดย ดร.ไช่อิงเจี๋ย

แปลโดย ชาญ ธนประกอบ

สำนักพิมพ์ อินสปายร์

ราคา 265 บาท

“ทุกคนอาจเสริมโปรไบโอติกส์เพื่อคลายความเศร้า ความอ่อนล้า และความสิ้นหวัง เพื่อกระตุ้นให้สมองมีฮอร์โมนแห่งความสุขมากขึ้น” ประโยคจากผู้เขียนที่ทำให้เราตัดสินใจหยิบเล่มนี้ไปจ่ายเงินโดยไม่ลังเล เพราะหลังจากได้ความรู้ในการดูแลลำไส้ให้สุขภาพดีแล้ว

สิ่งที่เรารู้สึกในยุคหลังมานี้คือสุขภาพจิตเป็นเรื่องที่มองข้ามไม่ได้เช่นกัน เพราะแค่ร่างกายแข็งแกร่งคงไม่พอ สมองและจิตใจก็ต้องได้รับการดูแลไม่ต่างกัน

ไม่ว่าวันหยุดนี้ หรือวันหยุดไหนๆ เราก็หวังว่าทุกคนจะมีช่วงจังหวะที่ได้พักหายใจและมีงานอดิเรกที่ช่วยให้รื่นรมย์ไปด้วยกัน เพื่อดูแลร่างกาย ดูแลหัวใจให้พร้อมเผชิญกับมรสุมไวรัสและทุกฤดูของชีวิต

SAS Food Supplement.

bioshot
blissly bioshot
biocap7
blissly biocap 7