เมื่อความเครียดกลายเป็นเพื่อนที่ดี

        เมื่อวันก่อนเรามีโอกาสได้ฟังคุณ Kelly Mcgonigal นักจิตวิทยาด้านสุขภาพ เล่าเรื่องความเครียดไว้อย่างน่าสนใจ โดยปกติแล้วเมื่อความเครียดมาเยือนจะทำให้อัตราการเต้นหัวใจสูงและเส้นเลือดหดตัวลง เป็นตั๋วโดยสารชั้นเฟิร์สคลาสของโรคต่างๆ ที่เดินทางมากับขบวนความเครียด เพราะแบบนี้เองความเครียดจึงอันตรายในสายตาใครหลายคน มาถึงตรงนี้คุณ Kelly ยื่นข้อเสนอใหม่ให้เราว่าลองมองความเครียด

ความเครียดคือการเตรียมพร้อม 
        อัตราการเต้นหัวใจไม่ใช่ปัญหา หากเราบอกกับตัวเองทุกครั้งที่เครียด “ความเครียดคือเพื่อน ไม่ทำร้ายเรา” หัวใจยังคงมีอัตราการเต้นสูงเหมือนเดิมแต่เส้นเลือดจะคลายตัว ช่วงเวลาที่ร่างกายอยู่ในสภาวะแบบนี้คืออาการของความรู้สึกเมื่อเราพร้อมลุย กล้าหาญ ใจฟูด้วยความสุข

        จากที่บอกกับคนอื่นเสมอว่าอย่าเครียด ความเครียดเป็นสิ่งไม่ดี คุณ kelly ก็ค่อยๆ เปลี่ยนมุมมองต่อเพื่อนที่ชื่อว่าความเครียดเสียใหม่ งานวิจัยหนึ่งสำรวจประชากรในสหรัฐฯ 1,000 ชีวิต ที่มีอายุตั้งแต่ 34 – 93 ปี สรุปว่าการปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นระหว่างเครียดสามารถฟื้นฟูจิตใจได้ บรรดาคนที่เข้าร่วมวิจัยจะให้ข้อมูลว่า เจอความเครียดมากแค่ไหนในปีที่ผ่านมา ใช้เวลามากแค่ไหนในการช่วยเหลือเพื่อนบ้านและชุมชน หลังจากนั้น 5 ปีต่อมาจึงสำรวจอัตราการเสียชีวิต ผลปรากฏว่าความเครียดหนักๆ อย่างการเงิน ครอบครัว ทำให้เสี่ยงเสียชีวิตได้ถึง 30 เปอร์เซ็นต์ แต่หากใช้ช่วงเวลาไปกับการดูแลใส่ใจคนอื่นระหว่างเจอเรื่องเครียดๆ เราพบว่าอัตราการเสียชีวิตเป็นศูนย์ 

www.healthline.com

สมองที่สองของมนุษย์ 
        ดร. ไช่อิงเจี๋ย ศาสตราจารย์สถาบันวิจัยชีวเคมีและอณูชีววิทยา มหาวิทยาลัยแห่งชาติหยังหมิง ได้แลกเปลี่ยนความรู้ไว้ว่าจุลินทรีย์ในลำไส้ก็ส่งผลต่ออารมณ์ความรู้สึกของเราเช่นกัน เพราะระบบประสาทลำไส้เป็นส่วนหนึ่งของระบบประสาทส่วนกลาง ถ้าจะพูดแบบบ้านๆ อาจบอกได้ว่าลำไส้ก็มีสมอง

        ในลำไส้มีระบบประสาทกระจายอยู่มากมาย ทำหน้าที่รับและถ่ายทอดสัญญาณไปสู่ประสาทส่วนกลาง ลำไส้จึงถูกขนานนามว่าเป็น สมองที่ 2 เป็นระบบประสาทที่ซับซ้อนที่สุดรองจากสมอง ถามว่าความเครียดเกี่ยวข้องกับจุลินทรีย์ในลำไส้อย่างไร เล่าแบบง่ายๆ คือการหมักของจุลินทรีย์ที่อยู่ในลำไส้ ทำให้ลำไส้หลั่งฮอร์โมนความสุข (Serotonin) จากนั้นฮอร์โมนความสุขจะส่งสัญญาณความสุขไปให้สมอง หากฮอร์โมนความสุขลดความเข้มข้นลงจะทำให้รู้สึกเครียดไปจนถึงมีอาการซึมเศร้าได้

        นอกจากความสุขแล้วจุลินทรีย์ในลำไส้ยังเกี่ยวข้องกับความทรงจำด้วย ศาสตราจารย์ฟิลิป เชอร์แมน (Philip Sherman) แถลงบทวิจัยไว้ในวารสาร Gut ว่าเมื่อหนูทดลองถูกทำให้เครียด จุลินทรีย์ในลำไส้จะปั่นป่วน ความจำยังเสื่อมถอยลงอย่างชัดเจน แต่หลังจากให้หนูทดลองกินจุลินทรีย์โปรไบโอติกส์ในปริมาณที่เหมาะสมเพื่อรักษาจุลินทรีย์ดีไว้ในลำไส้ แล้วทำให้เกิดความเครียดอีกครั้งผลปรากฏว่าความจำของหนูทดลองยังเป็นปกติดี

       ลองจินตนาการว่าเราเป็นคนขับรถเมล์ ความเครียดคือผู้โดยสาร คนขับอาจเลือกผู้โดยสารไม่ได้ แต่ถ้ามองกลุ่มก้อนความเครียดเหล่านั้นด้วยความรู้สึกต้อนรับ แบ่งเวลาหยิบยื่นน้ำใจให้คนรอบตัว ความเครียดก็จะไม่สามารถทำร้ายเราได้ 

 

อ้างอิง

หนังสือ ลำไส้ดีชีวิตยืนยาว เล่ม 2 เขียนโดย ดร. ไช่อิงเจี๋ย
https://www.ted.com/talks/kelly_mcgonigal_how_to_make_stress_your_friend/transcript?language=en

อิคิไก แนวคิดการใช้ชีวิต อย่างมีความหมาย

พรุ่งนี้เราจะตื่นมาเพื่ออะไร คำถามง่ายๆ ที่ทำให้สั่นไหวในบางที ทำไมเราต้องพาตัวเองออกมาทำงานทุกเช้า
ทำไมเด็กๆ ถึงต้องไปโรงเรียน ในขณะที่โลกขับเคลื่อนไป ความหมายของการมีชีวิตและสิ่งที่ทำให้ชีวิตมีความสุข
คืออะไร คำถามเหล่านั้นถูกแทนที่ด้วยคำตอบที่แสนเรียบง่ายอย่าง “อิคิไก”

ความหมายของการใช้ชีวิต

อิคิไก (IKIGAI) คือแนวคิดการใช้ชีวิตของชาวญี่ปุ่นที่ยืนยันหนักแน่นว่าเราสามารถรับรู้ถึงความสุขในทุกวันได้
ผ่านสิ่งเล็กๆ ไม่ว่าจะเป็นอากาศที่ปลอดโปร่ง แสงพระอาทิตย์อุ่นๆ ขนนุ่มนิ่มของสัตว์เลี้ยง บ้านที่ไม่เปื้อนฝุ่น
ความสดของผัก หรืออาหารดีๆ สักหนึ่งมื้อ สิ่งเล็กน้อยที่เราทำและมองเห็นนี้สามารถเบ่งบานเป็นความสุขได้
ไม่ใช่มีแต่จากการกระทำที่ยิ่งใหญ่ เพราะอิคิไกคือ คุณค่าของสิ่งต่างๆ ที่เราสามารถรับรู้ได้ในชีวิต

วงกลมอิคิไก สร้างสมดุลความสุขให้ชีวิต

แนวคิดอิคิไกอธิบายว่าชีวิตจะมีความหมายเมื่อเราเริ่มต้นจาก 4 สิ่งสำคัญคือ สิ่งที่ถนัด สิ่งที่รัก สิ่งที่โลกต้องการ
สิ่งที่ทำแล้วได้เงิน
– เมื่อมีสิ่งที่ถนัดและสิ่งที่เราทำแล้วได้เงิน จะเกิดการพัฒนาความเชี่ยวชาญ
– ทำสิ่งที่เราทำแล้วได้เงินและสิ่งที่โลกต้องการ จะเกิดเป็นความสามารถหาเลี้ยงชีพ
– ทำสิ่งที่โลกต้องการและสิ่งที่เรารัก คือการทำเพื่ออุดมการณ์
– เมื่อเราทำสิ่งที่รักและสิ่งที่ถนัด นั่นก็คือการได้ทำตามความปรารถนา
    ชีวิตที่สามารถหาเลี้ยงชีพ มีความเชี่ยวชาญ ได้ทำเพื่ออุดมการณ์และได้ทำตามความปรารถนา ทั้งหมดนี้คือ
อิคิไก ความหมายของการมีชีวิตอยู่

SAS แรงบันดาลใจจากสุขภาพดีทำให้ชีวิตมีความสุข

หนึ่งในปัจจัยที่ทำให้มีความสุขคือการมีสุขภาพดี สุขภาพดีได้ก็ต่อเมื่อสุขภาพกายและสุขภาพจิตดี รวมถึงสังคม
สิ่งแวดล้อมรอบตัวที่ดีขึ้น SAS คือแบรนด์ที่นำแนวคิดอิคิไกมาใช้พัฒนาความเชี่ยวชาญในสิ่งที่ถนัดอย่างธุรกิจ
การเกษตรจนพัฒนามาเป็นอาหารชีวภาพจากธรรมชาติ ลดการนำสารเคมีเข้ามาในร่างกาย เพื่อให้ทุกคนได้รับ
การดูแลอย่างมีความสุข และส่งต่อความใส่ใจให้คนที่เรารักในทุกๆ วัน
    ความสุขที่เราคิดว่าต้องถึงเป้าหมายอันยิ่งใหญ่แท้จริงแล้วอาจเกิดขึ้นได้ด้วยสิ่งเล็กๆ รอบตัวครับ หากกำลัง
หาความหมายในชีวิตและคำตอบของคำถามที่ว่า พรุ่งนี้จะตื่นมาเพื่ออะไร ลองบาลานซ์สมดุลวงกลมอิคิไกกับ
เรื่องต่างๆ ในชีวิต และดื่มด่ำความสุขแสนพิเศษผ่านเรื่องเล็กน้อยที่เกิดขึ้นในแต่ละวันธรรมดา

อิ่มบ้าง หิวบ้าง แล้วสุขภาพจะดี

ฮาระฮาจิบุ คือการกินแบบแค่อิ่มเบาๆ ปล่อยให้หิวบ้างเล็กน้อย หรือแค่ 80% เพื่อให้เวลากระเพาะอาหารได้ส่งสัญญาณไปทางสมอง ทำให้เรารู้ตัวว่าอิ่มและหยุดกิน โดยไม่เผลอกินอาหารมากเกินพอดี

ชาวโอกินาวามักสอดแทรกวิธีการกินแบบ ฮาระฮาจิบุ อยู่ในมื้ออาหาร จึงไม่แปลกที่เราจะได้ยินบ่อยๆ ว่าโอกินาวาเป็นเมืองที่รวบรวมคนสุขภาพดี อายุ 100 ปีไว้มากที่สุด

(Photo by Choi Ben on Unsplash)

หลักการเลือกกินอาหารให้สุขภาพดีแบบ ฮาระฮาจิบุ มีวิธีที่แสนง่ายดายแค่ 3 วิธีคือ เลือกอาหารหลากหลายสี กินเนื้อสัตว์ให้น้อยจำกัดพื้นที่ในกระเพาะสำหรับธัญพืชและผลิตภัณฑ์จากนม

เริ่มจากอาหารหลากหลายสีไม่ว่าจะเป็นผัก ผลไม้ชนิดต่างๆ ที่เราคุ้นเคย อย่างเช่น แครอท ฟักทอง กล้วย กะหล่ำปลี สีสันเหล่านี้ไม่เพียงเสริมความน่ากินให้อาหารแต่ยังเต็มไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยชะลอวัยให้แก่ช้าลง

สำหรับสายเฮลตี้ที่เททั้งใจให้เนื้อสัตว์ แต่อยากลดการกินอาหารประเภทนี้ แล้วไม่สามารถหักดิบได้ จะต้องรักวิธีกินแบบฮาระฮาจิบุแน่นอน เพราะไม่ต้องงด แค่ลดจำนวนการกินลงเท่านั้น ทำไมการลดเนื้อสัตว์ถึงดีต่อสุขภาพ เพราะว่าการกินเนื้อสัตว์น้อยลงจะช่วยลดอาการอักเสบ ควบคุมระดับคอลเรสเตอรอล ลดความเสี่ยงการเกิดโรคหัวใจได้

(Photo by Richard Iwaki on Unsplash)

อีกหนึ่งวิธีที่สามารถทำได้อย่างง่ายๆ ไม่ต่างจากสองวิธีก่อนคือการจำกัดโควต้าอาหารประเภทธัญพืชและผลิตภัณฑ์จากนม
เพราะจะส่งผลต่อระบบย่อยอาหาร และทำให้เกิดอาการแพ้นั่นเอง

ฮาระฮาจิบุ ทำให้เรารู้ว่าไม่ใช่แค่การเลือกอาหารที่ปลอดภัยจากธรรมชาติและดีต่อสุขภาพเท่านั้น วิธีการกินก็สำคัญเช่นกัน
แค่ใส่ใจมื้ออาหารไม่ต้องย้ายถิ่นฐานไปถึงโอกินาวาก็แข็งแรงได้อย่างใจ

ความจริงจากกลิ่นตดของสุนัข

นั่งเล่นกับน้องหมาอยู่ดีๆ กลิ่นเหม็นคล้ายกลิ่นผายลมก็ลอยมาเตะจมูก ส่วนเจ้าของกลิ่นนอนนิ่งเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

หนึ่งในสิ่งที่เราเพิ่งรู้คือน้องหมาเองก็ผายลมหรือตดได้เช่นกัน เวลาที่น้องตดเจ้าของมักจะขำปนเอ็นดู แต่ “ตด” ของน้องหมาอาจเป็นการส่งสัญญาณเตือนถึงโรคเกี่ยวกับทางเดินอาหารและลำไส้ได้

สาเหตุหลักๆ ที่ทำให้น้องหมาตดบ่อยก็เพราะว่ามีแก๊สสะสมในทางเดินอาหารเป็นจำนวนมากทำให้น้องต้องระบายแก๊สนั้นออกมา

แก๊สสะสมในทางเดินอาหารของน้องหมาเกิดขึ้นจากหลายปัจจัยด้วยกัน อาจมาจากพฤติกรรมการกินอาหารและน้ำที่เร็วเกินไป น้องหมาบางตัวชื่นชอบการกินมาก เวลาเห็นอาหารยิ่งตื่นเต้น ทำให้กลืนอากาศเข้าไประหว่างกินจนเกิดเป็นแก๊สสะสมได้

นอกจากพฤติกรรมการกิน อาหารก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่ง อาหารประเภทถั่ว อาหารรสจัด ผลิตภัณฑ์นมที่มีไขมันสูง ซึ่งน้องหมาส่วนใหญ่แพ้แล็กโทสในนมวัว บางตัวระบบย่อยอาหารไม่ดี รวมถึงอาหารที่กินมีคุณภาพต่ำ ใช้ส่วนผสมไม่ได้มาตรฐานในการผลิต ใส่สารกันบูด อาหารเหล่านี้จะไปสะสมหมักในลำไส้ใหญ่จนเกิดแก๊ส

วิธีง่ายๆ ที่เราทำแล้วได้ผลเมื่อน้องหมาตดบ่อยคือเลือกอาหารเม็ดที่มีขนาดใหญ่ขึ้นเพื่อให้น้องหมาเคี้ยวช้าลง หลีกเลี้ยงอาหารที่จะทำให้เกิดแก๊ส อาจจะต้องลงทุนซื้ออาหารที่คุณภาพดีขึ้นสักหน่อยแลกกับร่างกายที่แข็งแรงของน้องหมาที่เรารัก

ให้อาหารเสริมเป็นโปรไบโอติกส์ทุกวันเพื่อปรับระบบย่อยให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ การที่น้องหมาท้องอืด อาหารไม่ย่อย เนื่องจากมีจุลินทรีย์ในลำไส้ไม่สมดุลคือมีจุลินทรีย์ที่ไม่ดีเยอะเกินไป โปรไบโอติกส์เป็นจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์จะเข้าไปเพิ่มจุลินทรีย์ชนิดดี ทำให้ระบบสมดุล

การตดอาจแค่ทำให้น้องหมาไม่สบายตัว ไม่ได้ส่งผลร้ายแรงมากแต่ก็เป็นสัญญาณเตือนที่ไม่ควรมองข้าม หากปล่อยให้ระบบย่อยอาหารหรือลำไส้เกิดปัญหาเรื้อรัง อาจส่งผลให้บางตัวมีอาการซึม ท้องเสีย อาเจียนได้ ควรพบแพทย์ทันทีเมื่อน้องหมามีอาการเหล่านี้ร่วมด้วย

 

อ้างอิง www.caninejournal.com/dog-farting

Dalgona coffee กาแฟชงสนุกสำหรับคนขี้เบื่อ

ถึงจะออกไปนั่งร้านกาแฟไม่ได้ แต่ทำกาแฟแบบในร้านได้ เชื่อสิ

ช่วงกักตัวเราจะเห็นงานอดิเรกมากมายจากหลายคน หนึ่งในนั้นคือการทำกาแฟซึ่งกำลังเป็นที่นิยมอย่าง dalgona coffee กาแฟสไตล์เกาหลีทำเองได้ที่บ้าน

กาแฟดัลโกน่าจะมีลักษณะเป็นฟองกาแฟนุ่มละมุนรสเข้มข้นอยู่ชั้นบนผสมกับนมสดชั้นล่าง เราสามารถทำกาแฟดัลโกน่าได้แค่มีผงกาแฟ น้ำตาล น้ำร้อน นำมาผสมกันใส่น้ำร้อนนิดหน่อย จากนั้นใช้ช้อน ส้อม หรือที่ตีฟองคนไปเรื่อยๆ จนขึ้นฟองนุ่ม บ้างก็ว่าคนให้ครบ 600 ครั้งบ้าง 400 ครั้งบ้าง เราไม่รู้หรอกว่ากี่ครั้งแต่บอกเลยว่าคนจนแมวหลับ

หลังจากคนไปเพลินๆ ได้ฟองนุ่มนิ่มแล้วนำมาเทบนนมสดที่เตรียมใส่แก้วไว้ จะได้กาแฟแยกชั้นสวยงามเหมือนกับที่ร้านไม่มีผิด ความดีงามของการทำกาแฟดัลโกน่า นอกจากจะรู้สึกเหมือนเปลี่ยนบ้านเป็นร้านกาแฟ ยังช่วยให้เราคลายเครียด หายเบื่อได้จากการใช้ช่วงเวลาจดจ่ออยู่กับการคนกาแฟให้ขึ้นฟอง

เหมือนกับที่สมาคมจิตวิทยาพบว่างานอดิเรกมีประสิทธิภาพในการจัดการกับความเครียด ไม่ว่าจะเป็นการฟังเพลง วาดรูป หรือนั่งคนกาแฟในแก้วแบบนี้ก็เป็นการจดจ่ออยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งเช่นกัน นอกจากนี้การมีงานอดิเรกยังเชื่อมต่อกับระบบประสาทในสมองทำให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนความสุขออกมาอีกด้วย

และยังมีการศึกษาพบว่าชาวออสเตรเลีย 1.35 ล้านคนที่เข้าร่วมกิจกรรมกีฬาประเภทต่างๆ สามารถรับมือกับภาวะตึงเครียดและวิตกกังวลได้มากกว่า กระทรวงสาธารณสุขของออสเตรเลียก็ยืนยันเช่นกันว่ามีผลวิจัยบอกว่าคนที่มีงานอดิเรกจะมีความเครียดต่ำและเสี่ยงเป็นโรคซึมเศร้าได้น้อย

แม้ว่าในช่วงกักตัวเราจะออกไปทำกิจกรรมข้างนอกไม่ได้เพราะโควิด-19 การหากิจกรรมง่ายๆ ทำได้ในบ้านก็เป็นอีกวิธีที่จะช่วยผ่อนคลาย ลองหยิบช้อน หยิบแก้ว แล้วนั่งคนกาแฟคั่นเวลา มีกิจกรรมให้จดจ่อกับสิ่งตรงหน้า แถมได้ความภูมิใจที่ทำสำเร็จด้วย

อ้างอิง https://connecthealth.org.au/enews/pursuing-a-hobby-can-improve-your-mental-health/

เรื่องเล่าหลังการระบาด

New normal จากคำนิยามสภาวะเศรษฐกิจโลกโดย Bill Gross ปัจจุบันถูกนำมานิยามวิถีชีวิตของผู้คนที่กลับมาดำเนินอย่างปกติใหม่หลังจากการแพร่ะบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 เช่น การใส่หน้ากากอนามัยทุกวันจนเป็นเรื่องปกติ

หลังจาก work from home และผ่านสภาวะวิกฤตต่างๆ เราพบว่าผู้คนให้ความสนใจในสุขภาพมากขึ้น โดยเฉพาะอาหารการกิน เมื่อหลายคนไม่อยากออกนอกบ้านไปเสี่ยงกับเชื้อไวรัส การหันมาทำอาหารกินเองจึงเป็นอีกหนึ่งคำตอบ และยังทำให้ดูแลตัวเองได้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นอบขนมปัง ทำโยเกิร์ต เพื่อให้มั่นใจว่าดีต่อสุขภาพ ได้รับโปรไบโอติกส์และสารอาหารไปสร้างภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง

อีกหนึ่งวีรกรรมที่ไวรัสโควิด 19 ก่อไว้และส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันเป็นสิ่งใหม่ที่เราเรียกกันว่า social distancing การเว้นระยะห่างทางสังคม แม้สถานการณ์จะผ่อนคลายลง แต่ไม่มีใครรู้ว่าเชื้อไวรัสจะกลับมาแพร่กระจายอีกหรือไม่ นับจากนี้หลายคนไม่ได้ไปห้างสรรพสินค้าเพื่อเดินเล่นแต่ไปซื้อของที่จำเป็น ร้านอาหารหลายร้านมีผู้คนบางตา ช่วงกักตัวทำให้เรามองย้อนกลับไปถึงความสำคัญของวัตถุดิบที่บริโภคเป็นประจำ

ไม่กี่วันก่อนข่าวจาก vox รายงานว่าโรงงานแปรรูปเนื้อสัตว์ในสหรัฐอเมริกาถูกสั่งปิด คนงานกว่า 3,000 คนติดเชื้อไวรัส COVID-19 และโรงงานหลายแห่งพบคนงานติดเชื้ออีกกว่าพันคนจนต้องพากันปิดตัว พร้อมทั้งปลิดชีวิตสัตว์ในโรงงานโดยเสียเปล่าเพราะเนื้อสัตว์เหล่านั้นไม่ได้ถูกนำมาส่งต่อให้ผู้บริโภค ทิศทางการซื้ออาหารของหลายคนหลังจากนี้จึงเริ่มเปลี่ยนมาให้ความใส่ใจโลกและสิ่งมีชีวิตรอบข้างมากขึ้น ชาวเมืองหันมาสนับสนุนเกษตรกรท้องถิ่นที่ผลิตและเก็บเกี่ยวอย่างเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ลดการใช้สารเคมีที่ทำลายระบบนิเวศ ใช้ปุ๋ยจากธรรมชาติและไม่เน้นเพียงปริมาณแต่คำนึงถึงคุณค่าที่จะได้จากอาหารมื้อนั้นด้วย

การระบาดของไวรัสยังเปลี่ยนมุมมองผู้คนต่อสุขภาพไปจากเดิม แนวคิดที่ว่าป้องกันง่ายกว่ารักษาค่อยๆ ก่อตัว หลายคนจึงหันมาให้ความสำคัญของระบบภูมิคุ้มกันและสารอาหารต่อร่างกาย เพื่อป้องกันสุขภาพของตัวเองและคนที่รักก่อนจะสายเกินไป