Behind the sea พลาสติกพร้อมเสิร์ฟจากทะเล

        สตูดิโอจิบลิเปิดให้ดาวน์โหลดภาพจากการ์ตูนชื่อดังของตัวเองได้แล้ว หนึ่งในนั้นคือเรื่อง โปเนียว (Ponyo) ที่มีตัวละครหลักคล้ายปลาตัวเล็กสีชมพูใบหน้าน่ารักอาศัยอยู่ในทะเล โปเนียวบังเอิญได้พบกับเพื่อนใหม่เพราะเข้าไปติดอยู่ในโหลเปล่าใบหนึ่ง จากนั้นการผจญภัยจึงเริ่มต้นขึ้น แต่ถ้าลองจินตนาการว่าไม่มีใครผ่านมาเจอและช่วยโปเนียวให้เป็นอิสระคงกลายเป็นเรื่องน่าเศร้า

Photo by  www.ghibli.jp/works/ponyo

        ปัญหาขยะในทะเลเรื้อรังมาหลายสิบปี ไม่ใช่แค่สัตว์ที่ต้องล้มตายไปกับการกลืนกินขยะต่างๆ เราเองก็ต้องเสี่ยงกับอาหารทะเลที่ปนเปื้อนด้วยไมโครพลาสติก ช่วงหลังมานี้นักวิทยาศาสตร์ตรวจเจอเส้นใยในตัวปลาทะเล เส้นใยเหล่านี้เป็นพลาสติกที่มีขนาดเล็กมาก เราเรียกว่าไมโครพลาสติก (Microplastics) คือพลาสติกที่มีขนาด 1 นาโนเมตร – 5 มิลลิเมตร อาจเป็นเม็ดโฟมเล็กๆ ที่อยู่ในครีมล้างหน้า ไม่ก็เส้นใยบางๆ จากเสื้อผ้า หรือเคยเป็นพลาสติกชิ้นใหญ่มาก่อนแต่ถูกทำให้แตกออกด้วยปัจจัยต่างกัน เช่น คลื่นในน้ำทะเล จนกลายเป็นชิ้นเล็กกระจายตามที่ต่างๆ เพราะมีขนาดที่เล็กมากจึงเป็นเรื่องยากที่ไมโครพลาสติกจะถูกกรองออกจากน้ำ ทำให้สัตว์เผลอกินเข้าไปได้

        เมื่อกุ้งหอยปูปลาถูกนำมาทำเป็นอาหาร ไมโครพลาสติกก็ไม่ได้หายไปแต่ยังคงแฝงตัวอยู่ในวัตถุดิบต่างๆ ทั้งอาหารทะเลสดและอาหารทะเลแช่แข็ง ที่น่าตกใจอีกอย่างคือไม่ใช่แค่สัตว์เท่านั้น แม้แต่เกลือทะเลก็อาจไม่ปลอดภัย หากเรากินในปริมาณมากสิ่งแปลกปลอมจะเข้าไปในร่างกายทำให้เกิดโรค เช่น ภูมิแพ้ มะเร็งตามเนื้อเยื่อ หรือรบกวนระบบไหลเวียนเลือด เมื่อปัญหาขยับเข้ามาใกล้ตัวขึ้นเรื่อยๆ จึงมีการคิดค้นสิ่งที่เรียกว่า พลาสติกชีวภาพ (Bioplastic) ที่หลายคนอาจเคยได้ยินกันมาบ้างแล้วว่าเป็นพลาสติกที่ทำมาจากพืชหรือวัสดุทางชีวภาพอื่นๆ แทนปิโตเลียม อาจทำมาจากสารสกัดน้ำตาลที่ได้จากข้าวโพดหรืออ้อย ไม่ก็ทำมาจากเส้นใยชีวภาพที่สังเคราะห์ขึ้นจากเซลล์สิ่งมีชีวิต (Polyhydroxyalkanoates) ซึ่งมีแหล่งหลักๆ อย่างจุลินทรีย์ในแบคทีเรีย

Photo by julie aagaard from Pexels

         ถึงอย่างนั้นก็มีคนตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับการผลิตพลาสติกชีวภาพว่าพืชเหล่านั้นปลูกที่ไหน ต้องใช้ที่ดินเท่าไหร่ ใช้น้ำมากขนาดไหนเพื่อให้เจริญเติบโต เกิดเป็นคำถามต่อว่าพลาสติกที่ทำจากพืชดีกว่าพลาสติกที่ทำจากน้ำมันจริงไหม และแม้ว่าพลาสติกชีวภาพจะย่อยสลายได้แต่ก็ต้องใช้ความร้อนสูง ข้อมูลชุดนี้ทำให้เราคิดต่อว่าพลาสติกชีวภาพย่อยได้แต่ถ้าถูกทิ้งไว้ในอุณหภูมิปกติเองก็อาจใช้เวลานานหลายปีกว่าจะย่อยสลายเช่นกัน เราอาจไม่สามารถยืนยันว่าอะไรดีที่สุด สิ่งที่พอจะทำได้ในตอนนี้คงเป็นการลดใช้พลาสติก เพื่อหลีกเลี่ยงขยะที่อาจตกค้างในทะเลจนสัตว์น้ำกินเข้าไป และกลายเป็นอาหารปนเปื้อนสารพิษมาถึงมือเราในที่สุด
        สำหรับใครที่อยากเก็บภาพน่ารักจากสตูดิโอจิบลิสามารถเข้าไปดาวน์โหลดที่ http://www.ghibli.jp/info/013344/?fbclid=IwAR2SoGQ8x2hdXGOf6Y1fJQPXIQ_pE-cnMZGkYE_eJqUPM0GD-9mMmRpmnHI

 

เรื่องโดย : วิลสันวันเดอร์แลนด์

 

อ้างอิง
https://www.nationalgeographic.com/environment/2018/11/are-bioplastics-made-from-plants-better-for-environment-ocean-plastic/
https://www.theguardian.com/environment/2018/oct/22/microplastics-found-in-human-stools-for-the-first-time?fbclid=IwAR2Jglzn0D1E33UWIkYsM7fIoHq1m7pc74BA0FSSzzHv8GnTEmMk-b7Bl8s

https://www.nationalgeographic.com/environment/2018/10/microplastics-found-90-percent-table-salt-sea-salt/?user.testname=none&fbclid=IwAR01NvErggOKHa8A6ULEQ6UlFrIH4X3NJkEAkj5evUjt7Hz8idxIX9hLSCA

มะเร็งลำไส้ใหญ่ โรคที่อาหารดีช่วยได้

        กินอยู่กับปาก อยากอยู่กับเธอ

        แต่อาจอยู่กับคนที่เรารักไม่ได้นานหากอาการป่วยมาเยือน ในแคนาดามะเร็งลำไส้ใหญ่เป็นสาเหตุอันดับ 2 ของการเสียชีวิต อาหารเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญในการลดความเสี่ยงของโรค

        องค์การอนามัยโลก (WHO) ให้คำนิยามไว้ว่า เนื้อสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมไม่ว่าจะเป็นเนื้อวัว เนื้อลูกวัว เนื้อหมู เนื้อแกะและแพะล้วนเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ทั้งสิ้น เราได้อ่านผลกการศึกษาชิ้นหนึ่งบอกว่าสาเหตุมะเร็งลำไส้ใหญ่ 17 เปอร์เซ็นต์ของคนที่อาศัยอยู่ทางตอนเหนืออิตาลีมาจากการบริโภคเนื้อแดง นอกจากเนื้อแดงแล้ว แป้งขัดสีและไข่ ก็เพิ่มความเสี่ยงสูงเป็น 2 เท่า ชวนให้เราคิดต่อว่าทำไมเนื้อแดงถึงทำให้เกิดมะเร็ง เบื้องหลังของต้นเหตุมาจากแม่สื่อที่คอยเชื่อมความสัมพันระหว่างเนื้อแดงกับมะเร็งลำไส้ใหญ่ เขาคนนี้มีชื่อเสียงเรียงนามว่าเฮเทอโรไซคลิกแอโรแมติกเอมีน (heterocyclic amines) ภาษาบ้านๆ คือสารก่อมะเร็ง ซึ่งจะเกิดขึ้นเมื่อเรานำเนื้อสัตว์มาปรุง เช่น ปิ้ง ย่าง โดยเฉพาะการปรุงในอุณหภูมิสูงๆ

        คนที่กินเนื้อแดงย่างจนสุกเกรียมสีน้ำตาลเข้มจึงมีโอกาสเป็นมะเร็งมากกว่าคนที่นานๆ กินที

Photo by Daria Shevtsova from Pexels

        องค์การระหว่างประเทศเพื่อการวิจัยโรคมะเร็ง บอกว่าทุกๆ 50 กรัมของเนื้อสัตว์แปรรูป เช่น เบคอน เพิ่มความเสี่ยงมะเร็งลำไส้ใหญ่ถึง 18 เปอร์เซ็นต์ มาเทียบตัวเลขกันอีกสักหน่อย จากผลการศึกษาจะเห็นว่าหากเรากินเนื้อแดง 100 กรัมต่อวันเท่ากับเพิ่มความเสี่ยงมะเร็งลำไส้ใหญ่ 12 เปอร์เซ็นต์

        การศึกษาในอาร์เจนตินายังบอกกับเราว่าเนื้อสัตว์แปรรูปและเนื้อแดงเพิ่มความเสี่ยงมะเร็งลำไส้ใหญ่ 33 เปอร์เซ็นต์ แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนที่เห็นด้วย

        เพราะสถาบันมะเร็งแห่งชาติแย้งว่าเนื้อแดงและเนื้อสัตว์แปรรูปไม่เกี่ยวข้องกับการเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ ข้อแย้งนี้อาจทำให้คนรักเนื้อสัตว์หลายคนยิ้มออก แม้จะยังไม่ได้บทสรุปชัดเจนแต่ที่เรามั่นใจคือหมูปิ้งเกรียมๆ ล้วนเสิร์ฟพร้อมกับสารก่อมะเร็งแบบซื้อ 1 แถม 1 อย่างแน่นอน

Photo by Mike from Pexels

        นักวิจัยบางส่วนแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับใยอาหารหรือที่เราเรียกอย่างคุ้นชินว่าไฟเบอร์ไว้อย่างน่าสนใจ ใยอาหารเหล่านี้เป็นสารอาหารที่มีแนวโน้มลดการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ ใยอาหารจะแบ่งออกเป็น 2 แบบ หนึ่งคือเส้นใยที่ละลายน้ำได้ มีอยู่ในผักผลไม้ เส้นใยกลุ่มนี้ช่วยลดการดูซึมน้ำตาลและไขมันในทางเดินอาหาร อีกแบบหนึ่งคือเส้นใยที่ไม่ละลายน้ำ มีอยู่มากในธัญพืช ข้าวกล้อง ข้าวซ้อมมือ ช่วยให้การทำงานของลำไส้ดีขึ้นโดยเฉพาะระบบขับถ่าย เมื่อเร็วๆ นี้ เราเพิ่งได้รู้ว่าวิถีชีวิตของผู้หญิงในสวีเดนส่วนใหญ่กินผักผลไม้น้อย แต่กินธัญพืชเป็นจำนวนมาก นักวิจัยปักหลักศึกษามื้ออาหารของสาวๆ ในสวีเดนแล้วพบว่าผักผลไม้ช่วยลดความเสี่ยงมะเร็งลำไส้ใหญ่ ส่วนธัญพืชไม่ได้ช่วยลดความเสี่ยง

Photo by Tomasz Filipek from Pexels

        ถึงอย่างนั้นผนังของพืชอย่างรำข้าวสาลีก็สามารถดูดซับสารก่อมะเร็งได้ และจากการเฝ้าสังเกตผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ 286 รายพบว่าใยอาหารในผักมีประสิทธิภาพมากกว่าในผลไม้และเมล็ดพืช สำหรับคนที่ร่างกายมีใยอาหารต่ำหากเพิ่มไฟเบอร์ในอาหารเป็น 2 เท่า จะมีเปอร์เซ็นต์ลดความเสี่ยงมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้เกือบครึ่ง ทำให้เรานึกถึงแคมเปญเชิญชวนให้กินผักครึ่งหนึ่ง อย่างอื่นครึ่งหนึ่ง นับว่าเป็นการดูแลสุขภาพผ่านการกินที่ไม่ยุ่งยากเลย แม้ว่าปัจจุบันยังมีการโต้แย้งว่าจริงๆ แล้วใยอาหารช่วยป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่จริงไหม แต่ไม่ว่าจะป้องกันได้หรือไม่ ไฟเบอร์ก็ยังคงเป็นหนึ่งในสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย

        ข่าวดีคือไม่ใช่ว่าจะทุกอย่างจะชี้ชัดไม่ได้ เพราะมีการศึกษาเรื่องสารอาหารที่ยืนยันได้ชัดเจนอยู่เช่นกัน นักวิจัยพบว่าผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่ได้รับการเสริมกรดโฟลิคต่างมีเซลล์มะเร็งลดลง หากเราเดินทางไปยังหมู่เกาะแฟโรทางตอนเหนือของมหาสมุทรแอตแลนติกจะเห็นว่าผู้คนที่นั่นกินอาหารที่มีไขมันสูงและกินผักน้อยแต่พวกเขามีปลาและแคลเซียมอยู่ในมื้ออาหารเสมอ อีกทั้งยังได้รับวิตามินดีสูง ปรากฏว่าประชากรที่นั่นมีอัตราการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ต่ำที่สุดในยุโรปตะวันตกเฉียงเหนือและอเมริกาเหนือ นอกจากนี้สิ่งที่ทำให้นักวิจัยและเราเองก็รู้สึกทึ่งเกี่ยวกับมะเร็งลำไส้ใหญ่คือผู้คนที่อาศัยในพื้นที่ได้รับแสงแดดน้อยจะมีความเสี่ยงเสียชีวิตสูงกว่า

Photo by Ben Libby from Pexels

        ถึงแม้ว่าผลวิจัยด้านอาหารกับมะเร็งลำไส้ใหญ่จะยืนยันได้ไม่เต็มร้อย แต่ผลไม้ ผักและไฟเบอร์ก็ยังเป็นกุญแจสำคัญสำหรับอาหารเพื่อสุขภาพ รวมถึงอาหารเสริมกรดโฟลิค เนื้อปลา แคลเซียมและวิตามินดี ผลิตภัณฑ์จากนม เช่นโยเกิร์ต ปลาแซลมอนกระป๋อง ปลาทูน่ากระป๋อง ก็มีแนวโน้มลดความเสี่ยงเช่นกัน ยังมีการทดลองในหนูที่ทำให้เรารู้ว่ามันฝรั่งสีม่วงสามารถป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ อาจเป็นเพราะผักรากเหล่านี้มีสารประกอบที่ช่วยลดระดับของโปรตีนซึ่งมีฤทธิ์ต้านการอักเสบที่ทำให้เกิดความเสี่ยง นอกจากนี้อาหารสไตล์เมดิเนียนก็สามารถช่วยป้องกันการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้

        หลังจากได้เรียนรู้เกี่ยวกับอาหารที่ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ ทำให้เราคิดต่อว่าแล้วมีปัจจัยเสี่ยงอะไรบ้างที่ควรหลีกเลี่ยง ข้อสรุปที่เราได้คือ 6 ปัจจัยอย่างความอ้วน การดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ สูบบุหรี่ กินเนื้อแดง มีปริมาณกรดโฟลิคในร่างกายต่ำ ไม่ยอมออกกำลังกาย ล้วนเป็นสิ่งที่เพิ่มความเสี่ยงทั้งสิ้น ไม่ใช่แค่เสี่ยงป่วย แต่ยังเสี่ยงที่อาจต้องจากลาคนที่รักก่อนเวลาอันควรอีกด้วย

อ้างอิง
www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC2231486/
www.medicalnewstoday.com/articles/321171#Prevention:-What-to-eat
www.webmd.com/colorectal-cancer/ss/slideshow-foods-prevent

Food from Biotechnology

The secret to good health comes from regular exercise, having enough rest and eating good food but many people may not even know that healthy foods come from biotechnology process and this knowledge also helps us to solve the hidden benefit of many kinds of food.

“Biotechnology” is related to the good health which we do not even know.

Health food products derived from biotechnology:

  • Fermented milk and yogurt, Biotechnology helps us discover good microorganism for the human body. Milk consists of Lactobacillus, Aedidis and Streptococcus thermophilus. Fermentation with good microorganism gives us tasty fermented milk and yogurt which benefit to our health.
  • Bread, The science of mixing flour, yeast, water and baking powder then become bread is also a matter of biotechnology. The deeper in biotechnology study, make us know what kind of bread to produce for better health.
  • Soy sauce and bean paste are considered as biotechnology since the past.
  • Vinegar and sour clear liquid are produced by fermentation, it is also biotechnology. There are many benefits as well.

Moreover, there are many foods including supplement that help to promote our health as you can see that good health is really related to biotechnology.