โปรไบโอติกส์ ผู้สูงอายุและภูมิคุ้มกันที่เพิ่มได้จากลำไส้

        ตอนเด็กๆ เราเคยสงสัยว่าทำไมคนรอบข้างถึงแก่ตัวลง แล้วก็ได้คำตอบว่าไม่ใช่เพราะเวทมนตร์ แต่ส่วนหนึ่งเกิดจากความเสื่อมของเซลล์และจุลินทรีย์ที่อยู่ในลำไส้

       ศาสตราจารย์ Neil Mabbott ผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิคุ้มกันค้นพบว่าจุลินทรีย์โปรไบโอติกส์ในลำไส้ของหนูวัยรุ่น มีส่วนช่วยชะลอเซลล์ภูมิคุ้มกันของหนูสูงอายุไม่ให้ลดลงอย่างรวดเร็วได้ การทดลองนี้เริ่มโดยนำหนูอายุมากมานอนในห้องที่เต็มไปด้วยร่องรอยจุลินทรีย์จากหนูอายุน้อย เพื่อให้หนูอายุมากได้สัมผัสจุลินทรีย์เหล่านั้น และทีมวิจัยยังเสริมโปรตีนในจุลินทรีย์ของหนูอายุน้อยให้กับหนูที่อายุมาก หลังได้รับการกระตุ้นจุลินทรีย์ ปรากฏว่าเซลล์ M ของหนูอายุมากได้รับการฟื้นฟู ส่งผลให้ระบบภูมิคุ้มกันตอบสนองได้ดีขึ้น

หนูที่มีอายุมากจะมีจำนวนเซลล์ M ที่น้อยหรือไม่มีเลย (สีเขียว) ในลำไส้ ทำให้ความสามารถในการสำรวจลำไส้เพื่อหาเชื้อโรคในนั้นลดลง https://www.ed.ac.uk

        ที่ปลายสุดลำไส้เล็กของคนเรามีเซลล์ภูมิคุ้มกันรวมตัวอยู่ เรารู้จักในชื่อเม็ดเลือดขาว และก็มีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยคนสำคัญนั่นคือ เซลล์ M ซึ่งเป็นเซลล์พิเศษที่จะคอยสอดส่องเชื้อโรคต่างๆ คอยดักและดูดจับสิ่งแปลกปลอมทั้งของแข็งของเหลวที่ผ่านเยื่อบุลำไส้เล็กเข้ามาที่ส่วนปลาย ในหนูทดลองอายุมากก็มีเซลล์ M เช่นกัน แต่มีน้อยลงตามอายุที่เพิ่มขึ้น ทำให้ความสามารถของภูมิคุ้มกันในร่างกายลดน้อยตามไปด้วย

       จุลินทรีย์ในลำไส้มีส่วนเกี่ยวข้องกับความแก่ชราของคนเรา ยิ่งลำไส้และทางเดินอาหารสมดุลก็ยิ่งช่วยทำให้ภูมิคุ้มกันดีขึ้น ลดความเสี่ยงของโรคติดเชื้อและโรคที่เกี่ยวข้องกับลำไส้ได้ บางครั้งความไม่สมดุลของจุลินทรีย์ในลำไส้อาจเกิดจากการกินอาหารที่ทำให้จุลินทรีย์ไม่ดีเพิ่มขึ้น หรือการใช้ยาปฏิชีวนะที่เข้าไปฆ่าจุลินทรีย์ดีในร่างกาย

        หนึ่งในวิธีดูแลภูมิคุ้มกันอย่างง่ายและทำได้ในชีวิตประจำวันสำหรับผู้สูงอายุที่เซลล์ภูมิคุ้มกันค่อยๆ ลดลงคือการบำบัดด้วยอาหาร ซึ่งเป็นเสมือนวิธีแก้ปัญหาจากต้นตอ โดยเพิ่มจุลินทรีย์ดีให้มีอยู่ในร่างกายอย่างสม่ำเสมอด้วยการเสริมโปรไบโอติกส์ในมื้ออาหารและรับประทานใยอาหารที่เป็นพรีไบโอติกส์เป็นประจำ

        เมื่อจุลินทรีย์ดีในร่างกายเพิ่มขึ้น สุขภาพลำไส้จะดีขึ้น ช่วยชะลอการเสื่อมสภาพของเซลล์ที่ทำให้เกิดความแก่โดยไม่ต้องพึ่งเวทมนตร์

 

อ้างอิง

https://www.ed.ac.uk/roslin/news-events/latest-news/immune-cell-ageing-reversed-by-young-microbes

https://academic.oup.com/femspd/article/52/1/2/621254

https://www.cell.com/iscience/fulltext/S2589-0042(20)30332-1

https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC6004897/

SAS Food Supplement.

bioshot
blissly bioshot
biocap7
blissly biocap 7

ถั่วเน่า จากเครื่องบรรณาการสู่อาหารพื้นบ้านที่ทำให้ลำไส้ไม่ตกเป็นเมืองขึ้น

        ส่งถั่วเน่า แล้วทรงพลัง

       อีกหนึ่งความโหดในตำนานของถั่วเน่าคือเมื่อครั้งอดีตอาหารชนิดนี้เคยทำให้เมืองลำปางรอดพ้นจากการถูกยึดครองและอยู่รอดปลอดภัยมาได้ เพราะเจ้าเมืองส่งถั่วเน่ารสเลิศไปเป็นเครื่องบรรณาการ หลังจากนั้นถั่วเน่าก็อยู่คู่ล้านนามาจนถึงปัจจุบัน

       ไม่ใช่แค่รอดพ้นจากการถูกตีเมือง แต่ถั่วเน่ายังเต็มไปด้วยจุลินทรีย์ดีโปรไบโอติกส์ที่เมื่อรับประทานแล้วจะเข้าไปเพิ่มจำนวนในลำไส้ คอยตั้งแนวป้องกันไม่ให้จุลินทรีย์ไม่ดีข้ามผนังลำไส้เข้ามาได้ และยังช่วยให้ลำไส้ทำงานได้ดีขึ้นอีกด้วย

        ทำไมถั่วเน่าไทยไม่ยืดเหมือนนัตโตะ?

       ความน่าจะเป็นอย่างหนึ่งที่เราคาดไว้คือเวลาหมักนัตโตะคนญี่ปุ่นจะมีการคัดเลือกหัวเชื้อจุลินทรีย์สายพันธุ์ bacillus subtilis มาใส่โดยเฉพาะ ซึ่งเป็นจุลินทรีย์ที่เมื่อย่อยโปรตีนจากถั่วแล้วจะทำให้เกิดสารเหนียวและเส้นใยยืดๆ แบบที่เราคุ้นตา

       ต่างจากถั่วเน่าของไทยซึ่งใช้จุลินทรีย์หลากหลายชนิดมาหมักรวมกัน ไม่ก็อาจเป็นเพราะขั้นตอนการปรุงที่นอกจากจะต้มและหมักถั่วทิ้งไว้แล้ว ยังมีขั้นตอนบดเป็นแผ่นแล้วตากแห้งด้วย

PIC B (Photo by www.you-health.net)

       ถ้าคนอีสานมีปลาร้า คนเหนือก็มีถั่วเน่า

       ถั่วเน่าเป็นเครื่องปรุงรสนัวและวัตถุดิบประกอบอาหารยอดนิยมของชาวเหนือ ไม่ว่าจะทำน้ำพริกอ่อง ผัดกับไข่ ไม่ก็เนื้อสัตว์ เติมในน้ำซุป หรือทอดกินเปล่าๆ ก็ยังได้ เพราะมีรสเค็มนำพอให้กลมกล่อม พร้อมด้วยกลิ่นที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของถั่วหมัก

       และอาจเพราะถั่วเป็นแหล่งโปรตีนชั้นดี หลายคนที่เลี่ยงเนื้อสัตว์จึงมีถั่วเน่าเป็นตัวเลือกแรกๆ สำหรับวัตถุดิบประกอบอาหารอีกด้วย อาจพูดได้ว่าถั่วเน่าไทยของเราทั้งให้โปรตีน ช่วยดูแลระบบย่อยอาหาร และยังช่วยลดคอเลสเตอรอลในร่างกายได้ดีไม่น้อยหน้า Superfoods เลยทีเดียว

 

อ้างอิง

http://www.cmruir.cmru.ac.th/bitstream/123456789/604/5/Chapter-2.pdf
http://www.arda.or.th/datas/file/Poster_%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%96%E0%B8%B1%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B9%80%E0%B8%99%E0%B9%88%E0%B8%B2_(%E0%B8%9B%E0%B8%B561).pdf

SAS Food Supplement.

bioshot
blissly bioshot
biocap7
blissly biocap 7

บุฟเฟต์มื้อใหญ่กับวีธีกินที่ไม่ทำร้ายลำไส้

       อยากกินต้องได้กิน

       และของแถมที่หลายคนมักได้มากับอาหารการกินในช่วงวันหยุดพิเศษคือ ไขมัน เกลือ น้ำตาล ซึ่งแฝงตัวอยู่ในมื้อปาร์ตี้ บุฟเฟ่ต์ หรือขนมนมเนยที่จัดเต็มเฉพาะช่วงสุดสัปดาห์

       เราเชื่อว่า บุฟเฟ่ต์ เป็นหนึ่งในตัวเลือกแรกๆ สำหรับฉลองวันหยุดของใครหลายคน PFSE หรือพันธมิตรเพื่อการศึกษาความปลอดภัยด้านอาหาร แนะนำให้เลือกร้านที่ตั้งอุ่นอาหารร้อนไว้เสมอ หรือหากเป็นอาหารที่ควรแช่เย็นก็ต้องอยู่ในพื้นที่เย็นจริงๆ เพราะแบคทีเรียจะเจริญเติบโตได้ในอุณหภูมิ 4-60 องศาเซลเซียส

        เกลือและความเค็ม

        มักมาในรูปแบบเนื้อแปรรูป เช่น เบคอน แฮม และเครื่องปรุงรส อาจเปลี่ยนเป็นเนื้อไม่ติดมัน ปลา ไก่ หรือผักกับน้ำจิ้มน้อยๆ และสิ่งที่ต้องระวังคืออย่างวางอาหารไว้บนจานที่เคยวางเนื้อสัตว์ดิบมาก่อน เพราะอาจมีเชื้อแบคทีเรียติดอยู่ได้

        ไขมันและแคลอรี่

        อาหารที่มีไขมันมักแฝงมากับแคลอรี่สูงจัด อาจลดอาหารที่มีเนยและของทอดลงอีกสักนิด ทริคอีกอย่างคือ ตักอาหารใส่จานเล็กๆ หลายจานแทนที่จะตักทุกอย่างใส่จานใหญ่ใบเดียว และวางช้อนส้อมก่อนอิ่มสักเล็กน้อยเพราะสมองเราจะรู้ตัวว่าอิ่มหลังจากผ่านไปแล้ว 20 นาที

        น้ำตาล

        ความหวานแฝงตัวอยู่ในอาหารประจำวันไม่ต่างจากความเค็ม แต่เราสามารถปาร์ตี้ได้โดยไม่เพิ่มน้ำตาลให้ร่างกายจนเกินไปด้วยการเลี่ยงอาหารสีขาว คือบรรดาแป้งขนมปังต่างๆ ดื่มน้ำเปล่าแทนน้ำหวาน หรือเลือกเครื่องดื่มที่มีจุลินทรีย์ช่วยย่อยอาหารอย่างคอมบุชา เลือกผลไม้เป็นของหวานแทนขนมและไอศกรีม หรืออาจกินโยเกิร์ตเพื่อเพิ่มจุลินทรีย์ดีโปรไบโอติกส์ให้ร่างกาย หลังจากที่ต้องเสี่ยงกับแบคทีเรียตัวร้ายในถาดอาหารบุปเฟ่ต์ อีกทั้งยังช่วยให้ระบบย่อยรับศึกหนักได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

อ้างอิง

https://www.fightbac.org/?s=buffet HYPERLINK “https://www.fightbac.org/?s=buffet&id=12049″& HYPERLINK “https://www.fightbac.org/?s=buffet&id=12049″id= HYPERLINK “https://www.fightbac.org/?s=buffet&id=12049″12049

https://www.cdc.gov/diabetes/ndep/pdfs/NDEP_Buffet_Table_Tips_AA.pdf

SAS Food Supplement.

bioshot
blissly bioshot
biocap7
blissly biocap 7

SAD โรคเศร้าที่มาพร้อมหน้าหนาวกับการกินที่จะเยียวยาทุกสิ่ง

        ไม่ใช่มอสก็ลำบากหน่อย

        SAD แปลว่าเศร้า และยังเป็นชื่อเล่นของ Seasonal Affective Disorder ภาวะซึมเศร้าที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงฤดูกาล

        เมื่ออุณหภูมิลดต่ำลง แสงแดดปลีกตัวตลอดทั้งวัน ทำให้สิ่งมีชีวิตเริ่มปรับตัวลำบาก แต่ไม่ใช่กับพืชอย่างมอส เพราะในขณะที่บริเวณโดยรอบหนาวจัดจนน้ำกลายเป็นของแข็ง มอสจะทำตัวเองให้แห้งตามแต่แค่หยุดนิ่งชั่วคราวเท่านั้นเมื่อน้ำแข็งละลาย เหล่ามอสจะกลับมาเติบโตขึ้นอีกครั้ง

        ในช่วงหน้าหนาว หลายคนอาจเคยรู้สึกขาดความชุ่มชื่นหัวใจเหี่ยวแห้งไม่ต่างกัน มีการยืนยันแล้วว่าอุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลงนำมาซึ่งภาวะซึมเศร้าจากสภาพอากาศได้ และเพราะเราไม่ใช่มอส ไม่มีกลไกป้องกันเฉพาะตัวจึงอาจต้องอาศัยตัวช่วยเข้าไปเสริมทั้งร่างกายและจิตใจ

        มอสแห่งแอนตาร์กติกาจะเก็บสารที่คอยป้องกันตัวเองจากสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงไว้ที่เซลล์

       ถ้าถามว่าแล้วอะไรที่คอยปกป้องอารมณ์ความรู้สึกของมนุษย์จากการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิ หลายคนนึกถึงการดูแลจิตใจให้แข็งแกร่ง ซึ่งก็เป็นส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งเรานึกถึงการดูแลระบบประสาทลำไส้ ที่นอกจากควบคุมการย่อยอาหารแล้ว ยังสามารถแปลงความรู้สึกต่างๆ แล้วส่งไปที่สมองได้ด้วย

        การที่ลำไส้กระตุ้นอารมณ์ดีและร้ายของเราได้อาจฟังดูแปลกสักหน่อย อันที่จริงแล้วลำไส้มีเซลล์ประสาทมากถึง 90 เปอร์เซ็นต์ซึ่งแปลว่าการส่งข้อความไปยังสมองนั้นเป็นเรื่องจิ๊บๆ

        ลำไส้มีเซลล์ประสาทด้วยเหรอ – คำตอบคือ ใช่

        บรรดาผู้เชี่ยวชาญถึงกับขนานนามว่าลำไส้เป็นสมองที่ 2 ของคนเราเลยทีเดียว เพราะภายในลำไส้มีเซลล์ประสาทอยู่ถึง 100 ล้านเซลล์ นั่นแปลว่ายิ่งลำไส้ดี เซลล์ประสาทเหล่านี้ก็จะทำงานได้ดีและส่งต่ออารมณ์ดีๆ ไปสู่สมองของเรา และเพราะเซลล์ประสาทที่มากมายอาศัยอยู่ในลำไส้ การใส่ใจอาหารที่รับประทานจึงเป็นสิ่งสำคัญอันดับต้นๆ เพราะอาหารเหล่านั้นเป็นปัจจัยหลักที่สามารถชี้วัดสุขภาพลำไส้และประสิทธิภาพการทำงานของเซลล์สมองจากสมองที่ 2 แห่งนี้ได้

        นอกจากเซลล์ประสาท ลำไส้ยังแบ่งพื้นที่ส่วนใหญ่ไว้ให้จุลินทรีย์อาศัยอยู่ ซึ่งจุลินทรีย์เหล่านี้มีอิทธิพลต่อสุขภาพลำไส้เป็นอย่างมาก โดยจุลินทรีย์ในลำไส้มีทั้งชนิดดี เป็นกลาง และชนิดไม่ดี หากมีจุลินทรีย์ดีในลำไส้มากพอ จุลินทรีย์ที่เป็นกลางจะย้ายข้างมาอยู่ฝ่ายดีกำจัดจุลินทรีย์ที่ไม่ดี ทำให้ผนังลำไส้ของเราแข็งแรงและยังช่วยเพิ่มการดูดซึมสารอาหารได้ ไปจนถึงช่วยเสริมภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย

        คำถามคือแล้วจะเพิ่มจุลินทรีย์ในลำไส้ได้อย่างไร ต้องขอบคุณที่โลกเต็มไปด้วยนวัตกรรมใหม่ๆ เราจึงสามารถค้นพบสิ่งต่างๆ ที่ตาเปล่ามองไม่เห็น และหนึ่งในนั้นคือจุลินทรีย์ดีที่ชื่อว่า “โปรไบโอติกส์” เป็นจุลินทรีย์ดีที่มักพบเจอในโยเกิร์ต ปัจจุบันเราสามารถหาโปรไบโอติกส์รับประทานได้ง่ายขึ้นในรูปแบบของอาหารเสริม 

        โดยโปรไบโอติกส์เป็นจุลินทรีย์ดีที่จะเข้าไปสมดุลระบบลำไส้ เมื่อทุกอย่างสมดุล เซลล์ประสาทแข็งแรง อารมณ์ความรู้สึกของเราที่จะถูกถ่ายทอดไปยังเซลล์สมองก็จะดีขึ้น เรียกว่าลำไส้ดี เจ้าของลำไส้ก็ได้รับผลดีตามไปด้วยทั้งร่างกายและจิตใจ

       ย้อนกลับไปที่มอสในแอนตาร์กติกา หากมอสที่มีสารป้องกันการแข็งตัวเหล่านั้นไม่ต้องกังวลกับอากาศหนาวเย็น ลำไส้ของเราที่มีจุลินทรีย์ดีโปรไบโอติกส์ก็อารมณ์ดีได้ ไม่ต้องกังวลแม้อยู่ในสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง

 

อ้างอิง

https://www.stopcoloncancernow.com/buttseriously/prevention-info/probiotics-boost-gut-health-and-fight-depression

https://ideas.ted.com/the-extraordinary-antarctic-plants-with-superhero-power

 

โปรไบโอติกส์ 101 : รู้จักกับโปรไบโอติกส์ จุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย

โปรไบโอติกส์
โปรไบโอติกส์

        ปัจจุบันมีการใช้ยาปฏิชีวนะมากขึ้นเมื่อคนเราเจ็บป่วย แต่นอกจากฆ่าเชื้อก่อโรคแล้ว ยาปฏิชีวนะยังทำลายเชื้อจุลินทรีย์ที่ดีด้วย ส่งผลให้ระบบในร่างกายและระบบทางเดินอาหารเสียสมดุล เราจึงต้องเติมเชื้อจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ ซึ่งเชื้อเหล่านี้อาศัยอยู่ในระบบทางเดินอาหารที่ถูกเรียกว่าโปรไบโอติกส์ (Probiotics) ส่วนมากพบได้ในนมเปรี้ยวและโยเกิร์ต อาหารหมักดองต่างๆ เช่น กิมจิ ถั่วเน่า รวมถึงชีส และมิโซะ

โปรไบโอติกส์

        ย้อนกลับไปเมื่อกว่าพันปีที่แล้วในแถบยุโรป ผู้คนสมัยนั้นล้วนเป็นนักเดินทาง แต่เพราะไม่มีรถยนต์ พวกเขาจึงต้องใช้วิธีการเดินเท้าหรือไม่ก็อาศัยสัตว์เป็นยานพาหนะ ตลอดระยะเวลาที่ร่อนเร่ไปตามพื้นที่ต่างๆ จำเป็นต้องนำอาหารติดตัวไปด้วย อาหารหลักที่ชาวยุโรปกินกันในชีวิตประจำวันคือนม แต่เพราะยังไม่มีภาชนะสำหรับบรรจุอาหาร จึงใช้วิธีพื้นบ้านอย่างการนำกระเพาะสัตว์มาใช้แทนถุงบรรจุนมสด เมื่อผ่านไปสักระยะเกิดการทำปฏิกิริยาทำให้นมมีรสเปรี้ยวและแข็งตัวขึ้นกลายเป็นอาหารที่เรารู้จักกันในชื่อว่าโยเกิร์ต

โปรไบโอติกส์

        โยเกิร์ตอุดมไปด้วยโปรไบโอติกส์ (Probiotics) ซึ่งเป็นกลุ่มจุลินทรีย์ชนิดหนึ่งที่มีประโยชน์ และที่สำคัญคือเชื้อจุลินทรีย์ยังมีชีวิตอยู่ตอนที่เรากินเข้าไป ซึ่งเมื่อได้รับในปริมาณที่มากพอก็จะไปเจริญเติบโตในร่างกาย โดยเฉพาะในระบบทางเดินอาหาร อันที่จริงแล้วในร่างกายของคนเรามีจุลินทรีย์อยู่ทุกส่วน ทั้งภายในช่องปาก ลำไส้ ระบบทางเดินอาหาร และช่องคลอด รวมถึงบริเวณผิวหนัง จุลินทรีย์เหล่านี้ถูกเรียกว่า จุลินทรีย์ประจำถิ่น (Normal flora) ถ้าร่างกายอยู่ในภาวะแข็งแรงปกติ เชื้อประจำถิ่นเหล่านี้จะไม่ทำให้เกิดโรค จุลินทรีย์ประจำถิ่นอาศัยสารอาหารจากเราเพื่อดำรงชีวิต และยังช่วยปกป้องเราจากเชื้อก่อโรคต่างๆ (Pathogen) เชื้อประจำถิ่นจึงมีความสำคัญต่อร่างกายเรามาก

       มีการศึกษาวิจัยจำนวนมากที่พบว่าโปรไบโอติกส์เต็มไปด้วยประโยชน์ต่างๆ เช่น เสริมภูมิคุ้มกันโรค ลดปัญหาเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหาร เช่น ท้องผูก แน่นท้อง ท้องเสีย แผลในกระเพาะอาหาร ลดความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งลำไส้ เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน ลดโอกาสการเกิดภูมิแพ้ในเด็ก ช่วยลดระดับของคอเลสเทอรอล (cholesterol) ฟอสฟอลิปิด (phospolipid) และไตรกลีเซอไรด์ (triglyceride) ในเลือด ป้องกันไข้หวัด และการติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ

        และสิ่งที่จะช่วยให้โปรไบโอติกส์แข็งแรงและเติบโตในลำไส้ได้อย่างดีคือ พรีไบโอติกส์ (Prebiotics) ที่เป็นอาหารของจุลินทรีย์กลุ่มโปรไบโอติกส์ ซึ่งร่างกายเราไม่สามารถย่อยสลายและดูดซึมสารกลุ่มนี้ในระบบทางเดินอาหารได้ มักจะเป็นกลุ่มน้ำตาลที่เรียกว่าโอลิโกแซคคาร์ไรด์ (Oligosaccharides) ที่ประกอบด้วยน้ำตาลจำนวนไม่กี่โมเลกุล อาหารหลายชนิดที่เรากินกันอยู่และหากินง่าย มีพรีไบโอติกส์อยู่ เช่น กล้วย หน่อไม้ฝรั่ง หัวหอม แอปเปิ้ล เป็นต้น 

พรีไบโอติก

        พรีไบโอติกส์มีหลายชนิด เช่น กลูโคส+กาแล็กโตส=แลคโตส แต่ที่โดดเด่นก็คืออินูลีนเป็นหนึ่งในพรีไบโอติกส์ที่พบได้ในพืชหัวบางชนิด และมักใช้ในอาหารเสริมส่วนใหญ่ มีประสิทธิภาพช่วยลดไขมันในเลือด ช่วยกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกัน ลดสารพิษที่อาจสะสมตามผนังลำไส้ เพิ่มการดูดซึมแร่ธาตุ โดยเฉพาะแคลเซียมและแมกนีเซียม

       อีกคำที่มักได้ยินกันอยู่เสมอคือ ซินไบโอติกส์ (Synbiotics) ซึ่งหมายถึงผลิตภัณฑ์ที่มีโปรไบโอติกส์และพรีไบโอติกส์อยู่ด้วยกัน ซึ่งพรีไบโอติกส์หลายชนิดมีความจำเพาะกับโปรไบโอติกส์ แล้วเกิดการทำงานเสริมกัน ส่งผลดีต่อสุขภาพ ลดการเกิดโรคต่างๆ และทำให้ร่างกายแข็งแรง

SAS Food Supplement.

bioshot
blissly bioshot
biocap7
blissly biocap 7

Biotechnology เทคโนโลยีที่เบ่งบานด้วยสิ่งมีชีวิตนับล้าน

Biotechnology
Biotechnology

        มีข้อพิสูจน์มากมายที่บอกว่าความสามารถของมนุษย์ไร้ขีดจำกัด

       ไบโอเทคก็เป็นอีกหนึ่งอย่างที่แสดงให้เห็นว่ามนุษย์คิดค้นเทคโนโลยีแล้วนำมาประยุกต์ใช้ร่วมกับสิ่งมีชีวิตในธรรมชาติได้อย่างแยบคาย

        ไบโอเทค เป็นชื่อเรียกสั้นๆ ของคำว่า Biotechnology หรือเทคโนโลยีชีวภาพ คุณ Karl Ereky วิศวกรด้านการเกษตรชาวฮังการีที่ใครๆ ต่างก็บอกว่าเป็นพระเจ้าแห่งวงการไบโอเทคได้ให้คำนิยามเอาไว้ว่าเทคโนโลยีชีวภาพคือเทคโนโลยีในการผลิตสิ่งต่างๆ โดยอาศัยความช่วยเหลือจากสิ่งมีชีวิต และสิ่งมีชีวิตที่ว่าอาจเป็นจุลินทรีย์ตัวเล็กๆ เนื้อเยื่อโปรตีน หรือดีเอ็นเอในตัวของคนเราก็ได้ หลายคนอาจรู้สึก เอ๊ะๆ ว่าสิ่งมีชีวิตไม่ใช่แค่คน สัตว์ พืชเรอะ?

        เล่าให้เห็นภาพคือในโลกอันแสนอบอุ่นค่อนไปทางร้อนใบนี้เต็มไปด้วยผู้อาศัยที่มีชีวิตเหมือนกันกับเราหลากหลายสายพันธุ์ หลากหลายขนาด ตั้งแต่ขนาดเล็กจิ๋วชนิดที่ว่ามองไม่เห็นด้วยตาเปล่า ไปจนถึงสิ่งมีชีวิตรูปร่างใหญ่โตกำยำ อยู่ไกลลิบๆ ก็ยังมองเห็น พวกเขาเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศที่เราคุ้นเคย ไล่ตั้งแต่สัตว์น้อยใหญ่ ไปจนถึงเห็ด ราซึ่งขึ้นตามซอกหลืบต้นไม้ จุลินทรีย์บนผืนดินผืนน้ำ รวมไปถึงจุลินทรีย์ที่ปกคลุมและอาศัยอยู่ในร่างกายของเรานับล้านๆ ชีวิต เทคโนโลยีชีวภาพจะใช้ทักษะความสามารถของสิ่งมีชีวิตเหล่านี้มาช่วยให้ความเป็นอยู่ของผู้คนดีขึ้น เหมือนมีเครื่องจักรธรรมชาติคอยเป็นกำลังสำคัญให้เรา

       ไบโอเทคหรือเทคโนโลยีชีวภาพอยู่รวมเป็นเนื้อเดียวกับวิถีชีวิตของผู้คนมาอย่างยาวนาน จะบอกว่าเก่าแก่พอๆ กับมนุษยชาติเลยก็ว่าได้ ไบโอเทคแทรกตัวอยู่ในทั้งอาหารที่เรากินหรือการดูแลสัตว์เลี้ยงที่เรารัก การทำเกษตรกรรม เพาะปลูกพืชผลเพื่อหล่อเลี้ยงทุกชีวิต

        ไบโอเทคยุคแรกๆ ที่เราพอจะนึกออกอย่างการหมักไวน์หรือเบียร์ ยังเป็นจุดเริ่มต้นของวัฒนธรรมที่รุ่งเรืองในเวลาต่อมา หรือการดูแลไร่นาพืชสวนด้วยปุ๋ยธรรมชาติของเกษตรกร การผลิตชีสด้วยจุลินทรีย์ การนำผักมาหมักเพื่อเก็บไว้กินในฤดูขาดแคลน เมื่อโลกหมุนไปตามวันเวลาไบโอเทคก็พัฒนาตาม เริ่มมีการนำดีเอ็นเอ จุลินทรีย์ต่างๆ มาไว้ในหลอดทดลอง และสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ เพื่อแก้ปัญหาของมวลมนุษยชาติ เช่น การนำส่วนของพืชมาทดลองและปรับปรุงเป็นอาหารที่มีรสชาติคล้ายกับเนื้อสัตว์ เพื่อแก้ปัญหาเนื้อสัตว์ขาดแคลนจากความต้องการบริโภคที่เพิ่มขึ้นของผู้คน

        ไบโอเทคแบบไทยที่เราคุ้นเคยมาตั้งแต่อดีตอย่างแรกๆ เรานึกถึงการหมักปลาร้า เพราะได้มีโอกาสฟังเรื่องเล่าจากคนเฒ่าคนแก่ว่าย้อนกลับไปหลายสิบปีก่อน ยุคที่แม้ว่าในนาจะมีข้าว แต่ในน้ำกลับไม่มีปลาเพียงพอให้รับประทาน ชาวบ้านจึงแก้ปัญหาด้วยการนำปลาน้ำจืดมาหมักกับเกลือและรำข้าว ในกระบวนการนี้จุลินทรีย์จะเริ่มทำงานและปรุงแต่งอาหารรสกลมกล่อมชื่อว่าปลาร้าที่กินได้ทั้งปีแม้ว่าปลาในน้ำจะหายาก นับว่าเป็นไบโอเทคแบบไทยที่เราคุ้นเคย

       ไม่ใช่แค่สู้กับพืชพรรณอาหารที่หายาก ไบโอเทคยังถูกนำมาใช้เพื่อต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงของสภาพอาการที่แปรปรวนขึ้น หรือเชื้อไวรัสที่แพร่กระจายก็สามารถจัดการด้วยวัคซีนจากส่วนต่างๆ ของสิ่งมีชีวิตที่สร้างด้วยกระบวนการไบโอเทค

        ย้อนกลับไปที่พืชสวนไร่นา นักวิทยาศาสตร์ในช่วงหลังๆ ยังได้เริ่มนำส่วนประกอบจากพืชมาใช้ปรับปรุงพันธุ์เพื่อให้ทนต่อสภาพอากาศ ไม่ก็ปรับปรุงให้ทนกับสัตว์รบกวน เพื่อหลีกเลี่ยงการใช้ยาฆ่าแมลง ช่วยให้สามารถผลิตวัตถุดิบทำอาหารที่ปลอดภัยและมีมากพอกับจำนวนผู้คนที่เพิ่มขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง ไม่ใช่แค่อาหารการกิน ไบโอเทคยังอยู่ในทุกองค์ประกอบของชีวิต ไม่ว่าจะการผลิตน้ำยาซักผ้า เส้นใยฝ้ายในเสื้อผ้า หรือเครื่องสำอางที่เราใช้เป็นประจำ

        เมื่อสิ่งแวดล้อมเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วเฉียบพลัน ทำให้เรามองเห็นถึงความสำคัญต่อมนุษยชาติของเทคโนโลยีชีวภาพที่มนุษย์พยายามนำมาปรับใช้เพื่อความอยู่รอดและพัฒนาคุณภาพชีวิตในอนาคต แม้ว่าจะยังมีการถกเถียงเรื่องประโยชน์และโทษของไบโอเทค แต่ก็นับว่าเป็นสัญญาณที่ดีแห่งการพัฒนา เพราะเราเชื่อว่าไม่มีอะไรส่งผลดีหรือเลวร้อยเปอร์เซ็นต์ ขึ้นอยู่กับว่าเราจะหาส่วนดีและนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ได้มากน้อยเพียงใด

ความต่างระหว่างไฟเบอร์และพรีไบโอติกส์เส้นใยที่ช่วยให้ขับถ่ายดีขึ้น

ไฟเบอร์และพรีไบโอติกส์
ความต่างของไฟเบอร์และพรีไบโอติกส์

        ในเวลาเดียวกันกับที่ไฟเบอร์ถูกพูดถึงว่าเป็นตัวช่วยเรื่องขับถ่าย เราก็กำลังง่วนอยู่กับชุดข้อมูลของพรีไบโอติกส์ตรงหน้า

       ระบบขับถ่ายดี – สิ่งที่พรีไบโอติกส์และไฟเบอร์ช่วยได้

       คำถามของเราคือทั้งสองสิ่งนี้ต่างกันอย่างไร เรารู้แล้วว่าพรีไบโอติกส์ (Prebiotic) คืออาหารของจุลินทรีย์ดีโปรไบโอติกส์ที่ช่วยให้ระบบขับถ่ายสมดุล ส่วนไฟเบอร์ก็คือเส้นใยอาหารที่ร่างกายย่อยไม่ได้ต้องขับถ่ายออกโดยระหว่างทางไฟเบอร์ก็จะดูดซึมสิ่งต่างๆ พ่วงมาด้วยทั้งสารพิษและสารอาหาร

ความต่างของไฟเบอร์และพรีไบโอติกส์

        พรีไบโอติกส์ก็คือไฟเบอร์ชนิดหนึ่ง เพื่อนหมอบอกกับเรา แต่พรีไบโอติกส์จะไม่ถูกขับถ่ายออกมาเสียเปล่า หากลำไส้เรามีจุลินทรีย์ดีโปรไบโอติกส์เพียงพอ เหล่าพรีไบโอติกส์จะกลายเป็นอาหารที่ช่วยเพิ่มพลังและช่วยให้โปรไบโอติกส์มีแรงยึดพื้นที่ในลำไส้ ดูแลไม่ให้จุลินทรีย์ไม่ดีเข้ามาอาศัยอยู่ได้

       พรีไบโอติกส์คือไฟเบอร์แต่ไฟเบอร์ทุกตัวไม่ใช่พรีไบโอติกส์ เพื่อนหมอของเรายังคงขยายความแก้ข้อสงสัย ชวนให้นึกต่อว่าในเมื่อพรีไบโอติกส์คืออาหารของจุลินทรีย์ดีโปรไบโอติกส์ ร่างกายเราไม่ได้นำพรีไบโอติกส์มาใช้ประโยชน์โดยตรง แล้วไฟเบอร์ที่ไม่ใช่พรีไบโอติกส์ทำหน้าที่อะไร มีคนเปรียบเทียบเอาไว้ให้เห็นภาพว่าไฟเบอร์ก็เหมือนทิชชู่ที่จะเข้าไปดูดซับสิ่งต่างๆ เมื่อเคลื่อนตัวผ่าน กินไฟเบอร์ทำให้เราขับถ่ายง่ายขึ้น แต่ข่าวร้ายคือกระดาษทิชชู่แผ่นนี้ไม่เลือกสิ่งที่จะดูดซับเพื่อขับออกไป ไม่ว่าจะวิตามินหรือสารพิษก็ตาม

       อาจสรุปได้ว่าไฟเบอร์คือเส้นใยอาหารที่รอการขับถ่ายออกพร้อมสารต่างๆ ในร่างกายทั้งของเสียสะสมและวิตามินที่มีประโยชน์ ส่วนพรีไบโอติกส์เป็นอาหารที่จุลินทรีย์ดีโปรไบโอติกส์ชื่นชอบ เมื่อเรากินพรีไบโอติกส์เข้าไป แน่นอนว่าจะช่วยให้ระบบขับถ่ายและลำไส้สมดุล ทำให้ไม่ท้องผูก ขับถ่ายคล่องขึ้น และช่วยไม่ให้เกิดอาการท้องเสีย เพราะจุลินทรีย์ดีโปรไบโอติกส์เมื่อได้รับอาหารแล้วก็พร้อมจัดการแบคทีเรียและจุลินทรีย์ไม่ดีในลำไส้ที่ทำให้เราเจ็บป่วย

ความต่างของไฟเบอร์และพรีไบโอติกส์

        หลายคนอาจเกิดคำถาม ถ้าอย่างนั้นเราจะกินอะไรดีระหว่างไฟเบอร์หรือพรีไบโอติกส์ แล้วฉันเลือกอะไรได้ไหมมม ได้! ทั้งไฟเบอร์และพรีไบโอติกส์ล้วนมีส่วนช่วยเรื่องขับถ่าย และเป็นสิ่งที่ร่างกายต้องการ เราอาจไม่ต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งแต่สามารถกินอาหารที่มีทั้งไฟเบอร์และพรีไบโอติกส์ไปพร้อมกันได้ โดยเฉพาะพรีไบโอติกส์ที่ทำให้จุลินทรีย์ดีโปรไบโอติกส์ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เมื่อลำไส้ไม่อ่อนแอ ระบบทางเดินอาหารทำงานได้ดี ก็ไม่ต้องกังวลเรื่องท้องเสียท้องผูก พร้อมอิ่มเอมกับทุกมื้อโปรดได้อย่างเต็มที่

SAS Food Supplement Products

bioshot
blissly bioshot
biocap7
blissly biocap 7

พรีไบโอติกส์ อาหารสำคัญที่ช่วยให้โปรไบโอติกส์เจ๋งขึ้น

        วิธีช่วยให้จุลินทรีย์ดีในร่างกายแข็งแรงคือกินพรีไบโอติกส์เข้าไปพร้อมกัน ถ้าถามว่าพรีไบโอติกส์คืออะไร เราสามารถนิยามสั้นๆ ได้ว่าพรีไบโอติกส์ (Prebiotic) คืออาหารของจุลินทรีย์ดีที่ชื่อโปรไบโอติกส์

        ถ้าลองจินตนาการว่าเรากำลังจะออกไปทำภารกิจสำคัญแต่ดันหิวไส้กิ่วจนหมดเรี่ยวแรงคงไม่ดีแน่

        ในโลกยุคหลังโปรไบโอติกส์เข้ามามีส่วนสำคัญต่อการดูแลสุขภาพมากขึ้น อย่างที่หลายคนรู้กันมาบ้างแล้วว่าโปรไบโอติกส์คือจุลินทรีย์ชนิดดี จุลินทรีย์หมายถึงสิ่งมีชีวิตขนาดเล็ก แน่นอนว่าสิ่งมีชีวิตก็ต้องกินอาหาร โปรไบโอติกส์ที่จะมีประสิทธิภาพดีที่สุดจึงต้องมาคู่กับพรีไบโอติกส์เสมอ

        สรุปง่ายๆ ได้ว่าพรีไบโอติกส์คือแป้งเปลี่ยนสภาพเป็นน้ำตาลชนิดที่ร่างกายเราๆ ย่อยและนำไปใช้ประโยชน์ไม่ได้ แต่กลับเป็นแหล่งพลังงานชั้นดีของโปรไบโอติกส์นั่นเอง

        พรีไบโอติกส์มักพบในพืชผักอย่างพืชหัว เช่น อาร์ติโชคหรือหัวกระเทียม จุลินทรีย์ชนิดดีที่ชอบกินผักจะเพิ่มจำนวนและพร้อมปกป้องเราจากจุลินทรีย์ไม่ดีที่ชอบกินอาหารประโยชน์น้อย ไม่ว่าจะเป็น เนื้อแปรรูปหรือแอลกอฮอล์ แต่ถึงแม้ว่าพรีไบโอติกส์จะอยู่ในเส้นใยผักผลไม้ก็ไม่ใช่ว่าผักทุกชนิดจะจัดเป็นพรีไบโอติกส์เสมอไป

        นอกจากเป็นอาหารของจุลินทรีย์ดีโปรไบโอติกส์แล้ว จุลินทรีย์ไม่ดีก็สามารถมาแย่งกินพรีไบโอติกส์ได้เช่นกัน หากช่วงเวลานั้นกองทัพโปรไบโอติกส์ไม่หนาแน่นมากพอ

        ความเก่งกาจของพรีไบโอติกส์ยังมีมากกว่าแค่ป้อนพลังงานให้จุลินทรีย์ดีของเรา แต่สารอาหารเหล่านี้ยังช่วยให้เราขับถ่ายคล่องและขับถ่ายได้เป็นประจำสม่ำเสมอ แถมยังช่วยให้เราดูดซึมสารอาหารได้ดีขึ้นด้วย

SAS Food Supplement.

bioshot
blissly bioshot
biocap7
blissly biocap 7

ความแตกต่างของพรีไบโอติกส์ที่ส่งผลถึงน้ำหนักตัว

        อาจเริ่มต้นจากความอยากใช้ประโยชน์ของสิ่งรอบตัวให้คุ้มค่า จึงมีผู้เชี่ยวชาญคิดค้นทดลองนำคาร์โบไฮเดรตที่มีชื่อยาวเหยียดว่า ไซโลโอลิโกแซคคาไรด์ (Xylooligosaccharide) มาใช้สำหรับเป็นอาหารของจุลินทรีย์ดีโปรไบโอติกส์ อาหารเหล่านี้มักถูกเรียกรวมว่า พรีไบโอติกส์

        ปกติแล้วเราเองค่อนข้างคุ้นเคยกับ อินูลิน (Inulin) มากที่สุดเมื่อพูดถึงพรีไบโอติกส์ ถ้าให้เดาอาจเป็นเพราะความสั้นของชื่อหรือคล้ายกับชื่อเรียกอินซูลินที่มักได้ยินควบคู่กับคำว่าเบาหวานบ่อยๆ อินูลินเป็นหนึ่งในอาหารของโปรไบโอติกส์ที่พบได้ในหัวหรือรากของพืช แต่นอกจากอินูลินแล้ว ยังมีไซโลโอลิโกแซคคาไรด์เป็นอีกหนึ่งอาหารชั้นเยี่ยมของโปรไบโอติกส์ และนับว่าเป็นพรีไบโอติกส์ชนิดใหม่ (กว่าอินูลิน) อีกด้วย

        ความน่าสนใจคือไซโลโอลิโกแซคคาไรด์เป็นอาหารซึ่งทำให้จุลินทรีย์ดีโปรไบโอติกส์ที่มีชื่อว่าบิฟิโดแบคทีเรีย (Bifidobacteria) เข้มข้นขึ้น และความพิเศษของเจ้าบิฟิโดแบคทีเรียตัวนี้คือยิ่งมันเข้มข้นขึ้นน้ำหนักเราก็จะยิ่งลดลงง่าย เพราะจุลินทรีย์ในลำไส้ส่งผลต่อความอ้วนผอมได้ นี่อาจเป็นสิ่งที่ทำให้เรากระจ่างว่าทำไมบางคนกินเท่าไหร่ก็ไม่อ้วน แต่บางคนกินเท่าแมวดมแท้ๆ น้ำหนักกลับเพิ่มไม่หยุดจนอยากจะทุบเครื่องชั่งทิ้งให้รู้แล้วรู้รอดไป

 

อ้างอิง
https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC5748811/#app1-nutrients-09-01361

SAS Food Supplement.

bioshot
blissly bioshot
biocap7
blissly biocap 7

โปรไบโอติกส์ 101 : Probiotic จุลินทรีย์ที่ช่วยให้ระบบย่อยและขับถ่ายดี

        พูดถึงระบบทางเดินอาหาร เชื่อว่าสิ่งที่หลายคนอาจนึกถึงเป็นอันดับแรกๆ เลยคือน้ำย่อย อันที่จริงระบบทางเดินอาหารยังมีสิ่งมีชีวิตอย่างจุลินทรีย์อาศัยอยู่รวมกันมากมายหลากหลายชนิด บรรดาจุลินทรีย์เหล่านั้นตั้งรกรากตามพื้นที่ต่างๆ ตั้งแต่ปาก หลอดลม กระเพาะอาหาร ลำไส้เล็ก และสุดท้ายอยู่ที่ลำไส้ใหญ่

Photo by : health.clevelandclinic.org

        ถ้าถามว่าจุลินทรีย์อาศัยอยู่ได้อย่างไร คำตอบคือเมื่อเรารับประทานสิ่งต่างๆ อาหารจะเดินทางจากกระเพาะอาหารไปยังลำไส้เล็กด้วยเวลา 4-6 ชั่วโมง ส่วนกากอาหารจะค้างอยู่ที่ลำไส้ใหญ่นาน 48-72 ชั่วโมง และหากในลำไส้มีสภาวะที่ค่า pH ค่อนไปทางกลาง และมีอัตราการดูดซึมต่ำก็จะทำให้เกิดการก่อตัวของจุลินทรีย์กลุ่มต่างๆ จำนวนมาก ซึ่งประชากรจุลินทรีย์จะพึ่งพาอาศัยกันอย่างสมดุล

       ถ้าว่ากันตามตรงการใช้ชีวิตในปัจจุบันมีความเป็นไปได้สูงมากที่จุลินทรีย์ในลำไส้จะสูญเสียความสมดุล ทั้งการอยู่ท่ามกลางสภาพแวดล้อมไม่คงที่ อาหารการกิน หรือแม้กระทั่งเมื่อเราได้รับยาปฏิชีวนะยามเจ็บไข้ ล้วนส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงของจุลินทรีย์ประจำถิ่นในลำไส้ทั้งสิ้น ความน่าสนใจคือกลุ่มจุลินทรีย์ประจำถิ่นเหล่านี้จัดว่าเป็นกำลังสำคัญในการควบคุมการทำงานของระบบย่อยอาหารและสุขภาพของคนเรา

        โปรไบโอติกส์ (Probiotic) ช่วยปรับสมดุลจุลินทรีย์ประจำถิ่นในลำไส้ โดยสามารถแข่งขันกับเชื้ออื่นๆ ในสภาวะที่อาหารจำกัด ยับยั้งจุลินทรีย์ก่อโรคไม่ให้มาเกาะติดกับเนื้อเยื่อในลำไส้ ยับยั้งการบุกรุกของจุลินทรีย์ก่อโรค และทำให้สภาพลำไส้มีสภาวะไม่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ก่อโรคด้วยการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของกรดเกลือน้ำดี

       นอกจากนี้ยังช่วยย่อยและหมักกากอาหารกลุ่มคาร์โบไฮเดรต คือกลุ่มที่ร่างกายไม่สามารถย่อยและดูดซึมได้ (non digestible cabohydrates, NDC ) โปรไบโอติกส์จะทำให้อาหารกลุ่มนี้กลายเป็นไขมันสายสั้นเพื่อเป็นแหล่งพลังงาน และสามารถสร้างพร้อมทั้งดูดซึมวิตามิน เกลือแร่ เช่น วิตามินเค วิตามินดี แคลเซียม แมกนีเซียม เหล็ก

        ยังมีการศึกษาที่สนับสนุนว่าโปรไบโอติกส์ช่วยเพิ่มจำนวนการขับถ่ายได้ 1.2-2.3 ครั้งต่อสัปดาห์ และยังทำให้ลักษณะของอุจจาระดีขึ้น เล่าแบบง่ายๆ คือการเสริมโปรไบโอติกส์และกากใยอาหารพรีไบโอติกส์เปรียบเสมือนการเติมปุ๋ยเพื่อไปช่วยเพิ่มจำนวนของโปรไบโอติกส์ซึ่งเป็นจุลินทรีย์ประจำถิ่น ทำให้ลดโอกาสท้องเสียจากการใช้ยาปฏิชีวนะ ลดอาการปวดท้องอืดหลาม และช่วยลดอาการที่เกิดจากแก๊สได้ด้วย

[/row]

SAS Food Supplement.

bioshot
blissly bioshot
biocap7
blissly biocap 7