ข้างหลังเหมือง ความบอบช้ำของสายน้ำและชุมชน

        แหล่งน้ำธรรมชาติของชุมชนสำคัญพอๆ กับสัญญาณไวไฟ ผู้คนล้วนต้องพึ่งพิงสายน้ำเพื่อหล่อเลี้ยงทุกโมงยามของชีวิต หลายชุมชนยังคงใช้แหล่งน้ำใกล้เคียงเพื่ออุปโภคบริโภค ปลูกผัก หาปลา แต่เมื่อมีเหมืองเข้ามาในพื้นที่ทำให้วิถีชุมชนหลายจุดเริ่มเปลี่ยนแปลง ต้องซื้อน้ำดื่ม ผู้คนล้มป่วย ส่งผลถึงการแพร่พันธุ์ของพืชและสัตว์

Photo by Anne Barca from Pexels

        กว่า 70 เปอร์เซ็นต์ของเหมืองทองคำในสหรัฐก่อให้เกิดมลพิษทางน้ำและโลหะปนเปื้อน รัฐเวสต์เวอร์จิเนียในเขตแอปพาเลเชียลงทุนด้านเทคโนโลยีราวๆ 5-15 พันล้านดอลลาร์ เพื่อแก้ปัญหาเกี่ยวกับการระบายน้ำปนเปื้อนในเหมือง ไม่ใช่แค่น้ำและดิน เรายังพบฝุ่นละอองที่เกิดจากกระบวนการสกัดแร่เข้ามาโอบล้อมลมหายใจของธรรมชาติแทนที่อากาศบริสุทธิ์ เหมืองทองขนาดใหญ่ต้องใช้ไซยาไนด์เป็นจำนวนมากเพื่อชะลายโลหะและดึงโลหะออกจากเม็ดถ่านกัมมันต์แลกกับทองเพียงน้อยนิด

Photo by Vlad Chețan from Pexels

        โดยทั่วไปแล้วไซยาไนด์มักถูกนำมาใช้กำจัดแมลง ในเรื่องโคนัน ไซยาไนด์ยังเป็นอาวุธฆาตกรรมอันดับต้นๆ องค์การพิทักษ์สิ่งแวดล้อมในประเทศสหรัฐอเมริกา (USEPA) กำหนดให้ไซยาไนด์เป็นสารที่มีอันตรายร้ายแรงต่อมนุษย์ สามารถทำให้เสียชีวิตได้ แม้จะเป็นความเข้มข้นแค่ 2 เปอร์เซ็นต์เพียง 1 ช้อนชาก็ตัดการเชื่อมต่อระหว่างเรากับโลกได้อย่างไม่เหลือเยื่อใย

        ประเทศไทยจัดไซยาไนด์เป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 3 ตามพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 ผู้คนในชุมชนใกล้เคียงกับเหมืองอาจได้รับสารพิษชนิดนี้ซึมเข้าผิวหนังแบบไม่รู้ตัวจากการสัมผัสดินที่ปนเปื้อน เรามีโอกาสได้ดูรายการ สารตั้งต้น ในตอนที่ชื่อว่า หมู่บ้านสารพิษ รายการนำเสนอเรื่องราวของชาวบ้านรอบเหมืองทองคำ สารพิษจากเหมืองทำให้หลายคนมีอาการปวดศีรษะ คลื่นไส้ ระคายเคืองผิงหนังและดวงตา ตาพร่า มีปัญหาทางเดินหายใจ ชาตามมือเท้าและมีอาการสั่น ชาวบ้านหลายคนเป็นไทรอยด์โต เด็กน้อยมีความผิดปกติตั้งแต่กำเนิด

        ด้วยความไม่รู้ เราคิดไปว่าหากปิดเหมืองสารพิษก็คงหายไปด้วย แต่ความจริงแล้วผู้เชี่ยวชาญเล่าว่าสารโลหะหนักจากเหมืองยังคงกระจายสู่สิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่องแม้ว่าเหมืองจะปิดตัวลงแล้วก็ตาม ปัญหาต่างๆ ยังคงซุกตัวอยู่กับผู้คนและสิ่งแวดล้อมรอบเขตเหมือง ไม่ว่าจะโรคติดต่อหรือวิถีชีวิตชุมชนที่เปลี่ยนแปลงไป

        สำนักงานสำรวจธรณีวิทยาของสหรัฐอเมริกา (USGS) ลงสำรวจพื้นที่และพบว่าสายน้ำที่ไหลผ่านเหมืองใต้ดินใกล้เมือง Redding ในรัฐแคลิฟอร์เนียมีความเป็นกรดเข้มข้นสูงที่สุด ชนิดที่ว่าความเข้มข้นน้ำกรดสำหรับเติมในแบตเตอรี่ยังต้องยอมยกธงขาว

Biomining Photo by www.americangeosciences.org

        เป็นเรื่องเศร้าที่ยังไม่มีสิ่งทดแทนสารอันตรายสำหรับสกัดแร่ แต่ก้าวเล็กๆ แห่งความหวังเริ่มดำเนินไปเมื่อมีการนำสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กอย่างจุลินทรีย์เข้ามาช่วยลดความเป็นกรดในน้ำจากเหมือง อย่างที่รู้กันว่าน้ำเสียจากเหมืองมีลักษณะเป็นกรดและปนเปื้อนด้วยสารโลหะหนัก Biomining เป็นกระบวนการใช้จุลินทรีย์แยกสารอันตรายออกจากน้ำ ปัดกวาดทำความสะอาดบริเวณที่มีโลหะปนเปื้อน ปัจจุบันไบโอมินิ่งเป็นส่วนหนึ่งของอุตสาหกรรมเหมืองแร่โดยรวม ซึ่งอาจช่วยรักษาแหล่งน้ำอุปโภคบริโภคของชุมชนเอาไว้ ให้ฝูงปลาในลำห้วยยังคงแหวกว่าย แม่น้ำหายใจได้สะดวก และคนในชุมชนมีปลาสดๆ ให้กินอย่างสบายใจ

 

ขอบคุณข้อมูลจาก

http://hia.anamai.moph.go.th/download/hia/manual/book/book39.pdf

https://www.americangeosciences.org/critical-issues/faq/what-biomining#:~:text=Biomining%20is%20the%20process%20of,bound%20up%20in%20solid%20minerals.

https://www.usgs.gov/special-topic/water-science-school/science/mining-and-water-quality?qt-science_center_objects=0#qt-science_center_objects

โลกของผึ้ง…ในวันที่ไม่มีผึ้งซึ่งอาจเป็นวันที่ไม่มีโลก

       หากโลกของเหล่าผึ้งพังทลายลง สิ่งที่ตามมาคือโลกของเราและผู้คนจะอยู่ได้อีกเพียง 4 ปี

       อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์เคยแบ่งปันข้อมูลนี้ไว้ก่อนลาโลกอย่างถาวร แม้คุณไอน์สไตน์จะไม่ได้มาบอกกับผมโดยตรงแต่ก็ทำให้นึกหวั่นใจอยู่ไม่น้อย ถ้าวันหนึ่งผึ้งหายไปจริงๆ จะเกิดอะไรขึ้น

       อย่างที่พวกเราเคยเรียนกันมาเมื่อสมัยมัธยมว่าหน้าที่ของผึ้งคือผสมเกสรเพื่อขยายพันธุ์พืช เพราะเป็นนักผสมเกสรมือฉกาจจึงทำให้การมีอยู่ของบรรดาผึ้งสำคัญต่อเกษตรกรรวมไปถึงปากท้องของผู้คนจำนวนมาก จนสามารถพูดได้ว่าคุณภาพโภชนาการที่ดีที่ผึ้งได้รับคือคุณภาพอาหารที่ดีของเราเช่นกัน

Photo by Eric Ward on Unsplash

ดอกไม้ที่หายไป
       ในช่วงหลายปีมานี้ผมเฝ้าติดตามข่าวคราวของผึ้งอย่างใกล้ชิด สิ่งที่รบกวนจิตใจคือบรรดาผึ้งผู้ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ต้องอยู่แบบอดๆ อยากๆ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะแหล่งอาหารอย่างดอกไม้ค่อยๆ หายไปจากธรรมชาติ ทำให้ผึ้งต้องเผชิญกับภาวะขาดแคลนน้ำหวานในเกสรดอกไม้ซึ่งเป็นแหล่งพลังงานที่คอยหล่อเลี้ยงชีวิต เรื่องน่าตกใจอีกอย่างคือผึ้งที่ล้มตายไม่ได้ทิ้งร่างไว้บริเวณรอบๆ รัง ทำให้เกิดคำถามว่าแล้วผึ้งที่ตายหายไปไหน แม้จะยังไม่มีใครให้คำตอบได้ชัดเจน แต่ก็มีการคาดเดาว่าอาจเกิดจากมลพิษทางอากาศที่ทำให้ความแรงของเคมีจากดอกไม้ลดลงจนผึ้งค้นหาลำบาก รวมถึงความสามารถในการรับรู้และจดจำเส้นทางของผึ้งลดลงซึ่งเป็นไปได้ว่ามีสาเหตุมาจากสารเคมีในยาฆ่าแมลงที่เข้าไปรบกวนสมองของผึ้งส่งผลให้การรับรู้กลิ่นดอกไม้ซึ่งเป็นแหล่งอาหารลดลงจนไม่สามารถหาเลี้ยงตัวเองได้และตายในที่สุด

Photo by Kat Jayne from Pexels

อาณาจักรที่กำลังล่มสลาย     
       อันที่จริงผึ้งไม่ได้ตั้งใจผสมเกสรเพื่อสร้างอาหารให้กับเรา เพียงแต่ต้องการพลังงานจากน้ำหวานเพื่อให้ตัวเองมีชีวิตรอด ถึงอย่างนั้นผึ้งก็ยังถือเป็นแมลงที่สร้างคุณูปการให้แก่โลก ผู้เชี่ยวชาญนิยามภาวะของประชากรผึ้งที่หายไปอย่างรวดเร็วว่า “การล่มสลายอย่างผิดปกติของอาณานิคมผึ้ง” ไม่ใช่แค่ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วแต่ยังคงทิ้งปริศนาของการล้มตายเอาไว้ เมื่อจำนวนผึ้งลดลงผลผลิตที่ถูกนำมาใช้เป็นอาหารสำหรับมนุษย์ก็น้อยลงเช่นกัน เพราะผึ้งเป็นแมลงที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการผสมเกสร สามารถแพร่กระจายเกสรได้ในวงกว้างอย่างแข็งแกร่งแบบที่ผีเสื้อและแมลงชนิดอื่นๆ ทำไม่ได้ ส่งผลให้พืชไม่เติบโตตามกลไกธรรมชาติ ราคาอาหารจึงเพิ่มขึ้น ที่เห็นง่ายๆ เลยคือน้ำผึ้งในสหรัฐอเมริกามีราคาแพงกว่าเดิมหลายเท่า

Photo by Lukas from Pexels

แหล่งอาหารถูกทำลาย
      หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เกิดการเปลี่ยนแปลงวิธีทำไร่ของเกษตรกรหลายรูปแบบ เกษตรกรบางกลุ่มเลิกปลูกพืชคลุมหน้าดินซึ่งเป็นปุ๋ยธรรมชาติที่เพิ่มไนโตรเจนให้กับดิน พืชคลุมหน้าดินรวมถึงวัชพืชอย่างพืชดอกเป็นแหล่งอาหารสำหรับผึ้ง และเมื่อเกษตรกรหันมาปลูกพืชชนิดเดียว เช่น ข้าวโพด ถั่วเหลือง มากขึ้นเรื่อยๆ แหล่งอาหารของผึ้งก็ลดตามไปด้วย โดยส่วนใหญ่ผึ้งได้รับโปรตีนและพลังงานจากเกสรรวมถึงน้ำหวานดอกไม้ แต่ในปัจจุบันดอกไม้เองก็เต็มไปด้วยสารพิษที่ตกค้างจากการทำเกษตรกรรม แม้แต่เมล็ดพืชก็ถูกเคลือบด้วยยาฆ่าแมลง หากผึ้งได้รับในปริมาณมากจะทำให้ชักกระตุกและตายได้

Photo by Massimiliano Latella on Unsplash

สารเคมีและโรคที่เข้ารุกราน 
      ปรสิตเองก็นับว่ามีส่วนสำคัญในการคร่าชีวิตประชากรผึ้ง Varroa คือไรชนิดหนึ่ง เป็นนักฆ่าแสนอันตรายสำหรับผึ้ง ไรชนิดนี้จะแฝงตัวดูดเลือดและปล่อยไวรัสเข้าสู่กระแสเลือดทำให้เกิดอาการติดเชื้อในผึ้ง เมื่อภูมิคุ้มกันอ่อนแอลงจึงส่งผลให้เกิดโรคต่างๆ ตามมาอย่างเช่น ไวรัสตับอักเสบเฉียบพลัน นอกจากปรสิตที่เข้ามารุกรานทำลายฝูงผึ้งทั่วโลกแล้วแหล่งอาหารที่ปนเปื้อนสารเคมีก็เช่นกัน สำนักงานความปลอดภัยด้านอาหารและยุโรป (EFSA) ระบุว่าการตายของพืชจำนวนมากในยุโรปมีสาเหตุมาจากปุ๋ย Neonicotinoids รัฐสภายุโรปจึงเสนอให้ลดใช้ยาฆ่าแมลง โดยปกติแล้วผึ้งมีระบบคัดแยกตัวที่ป่วยออกจากรัง ทำให้ผึ้งทั้งฝูงมีสุขภาพดี ผึ้งงานจะบินไปยังพืชและขูดยางไม้ที่เราเรียกว่าพรอพอลิส (Propolis) ออกจากใบแล้วนำกลับไปที่รัง พรอพอลิสเป็นยาฆ่าเชื้อตามธรรมชาติ ที่สามารถฆ่าแบคทีเรีย เชื้อรา และเชื้อโรคอื่นๆ ภายในรัง แต่ปัจจุบันยาฆ่าเชื้อเหล่านี้กลับกลายเป็นยาพิษสำหรับผึ้งเพราะสารเคมีกำจัดแมลงที่ตกค้างอยู่ในพืช

       คุณไอน์สไตน์น่าจะพูดถูกที่ว่าหากผึ้งหายไปจากโลกนี้ ประชากรมนุษย์เองก็ไม่อาจดำรงเผ่าพันธุ์ได้ เพราะแหล่งต้นทางอาหารที่ค่อยๆ หายไป ผมมีความเชื่ออย่างหนึ่งว่าไม่มีอะไรสายเกินแก้ อาจจะยากสักหน่อยแต่อย่างน้อยความเป็นไปได้ก็ไม่เท่ากับศูนย์ คงจะดีไม่น้อยถ้าเราหันมาทำการเกษตรโดยไม่ใช้สารเคมี รักษาความสมดุลทางธรรมชาติ อาจช่วยยืดอายุทั้งผึ้งและผู้คน รวมถึงส่งต่อโลกที่น่าอยู่ให้กับลูกหลานในอนาคต

 

เรื่อง : ภานุชิตชัย พล

 

ขอบคุณข้อมูลจาก

www.ted.com/talks/emma_bryce_the_case_of_the_vanishing_honeybees/transcript

www .ted.com/talks/marla_spivak_why_bees_are_disappearing/transcript?referrer=playlist-why_we_need_bees

https://www.nationalgeographic.com/magazine/2017/10/explore-animals-bees/

https://www.forbes.com/sites/paulrodgers/2014/09/09/einstein-and-the-bees-should-you-worry/#7d7fd4de8157

https://www.activesustainability.com/environment/what-would-happen-if-bees-disappeared/

 

 

ฝากไว้ให้ kids อากาศบริสุทธิ์สร้างได้

ถ้าสังเกตดีๆ จะเห็นว่าช่วงหลังมานี้มีอุปกรณ์เสริมที่ผู้คนเริ่มหันมาใช้มากขึ้นโดยเฉพาะตอนที่ฝุ่น PM 2.5 ฟุ้งกระจายอย่างหนัก ลักษณะเป็นที่คล้องคอคล้ายหูฟังไร้สายสำหรับออกกำลังกาย แต่เจ้าสิ่งนี้ไม่ได้ใช้ฟังเพลงเพราะมันคือเครื่องฟอกอากาศแบบพกพา ซึ่งจะใช้ได้ผลหรือไม่นั้นเราขอไม่พูดถึง ที่เราสนใจคืออากาศซึ่งมีคุณภาพแย่ลงจนส่งผลกระทบต่อระบบหายใจ ไม่ใช่กับผู้ป่วยภูมิแพ้อากาศเท่านั้น คนที่ไม่มีโรคประจำตัวยังได้รับผลตามไปด้วย ทำให้คิดต่อว่าถ้าสภาพอากาศยังย่ำแย่แบบนี้คุณภาพสิ่งแวดล้อมของผู้คนในอนาคตจะเป็นอย่างไร

คุณ  Kamal Meattle ผู้ริเริ่มรูปแบบธุรกิจสีเขียวในนิวเดลีเมืองหลวงของประเทศอินเดีย ค้นพบว่าต้นไม้พื้นๆ หาง่าย ปลูกง่าย พบเห็นได้ทั่วไปอย่าง หมากเหลือง ลิ้นมังกร และพลูด่าง พืช 3 สายพันธุ์นี้สามารถช่วยฟอกอากาศในตัวอาคารได้จริง ด้วยคำยืนยันจากสถาบันเทคโนโลยีแห่งอินเดีย สถาบันทรัพยากรและพลังงานแห่งอินเดีย ที่น่าทึ่งอีกอย่างคือหากเข้าไปอยู่ในขวดปิดสนิทที่ไม่มีออกซิเจนพร้อมต้นไม้เหล่านี้เราจะยังมีชีวิตอยู่ได้ คุณ Kamal บอกอีกว่าสามารถลดเครื่องมือกระบวนการนำอากาศบริสุทธิ์เข้าภายในตัวอาคารได้เพียงนำต้นไม้มาปลูกในจำนวนที่เหมาะสมกับขนาดอาคารและผู้คนที่อาศัยอยู่

ลิ้นมังกร ต้นไม้ห้องนอน
ลิ้นมังกรเป็นไม้ประดับและไม้มงคลที่หาได้ง่ายมากๆ ลักษณะใบเรียวยาว สีสันแปลกตาสวยงาม และด้วยสกิลการเปลี่ยนคาร์บอนไดออกไซต์เป็นออกซิเจนในตอนกลางคืน ทำให้ลิ้นมังกรมีชื่อเล่นว่าต้นไม้ห้องนอนนั่นเอง สามารถปลูกในกระถางได้ ขายพันธุ์ได้จำนวนมากและรวดเร็ว จะปลูกในที่ร่มหรือกลางแจ้งก็ไม่มีปัญหา ดูแลง่ายแค่รดน้ำเพียงวันละครั้งและใส่ปุ๋ยคอกเสริมทุก 2-3 เดือนเท่านั้น คุณ Kamal แลกเปลี่ยนความรู้เอาไว้ว่าสำหรับอาการบริสุทธิ์ที่เราจะได้จากเจ้าต้นไม้ใบเรียวยาวนี้ต่อหนึ่งคนต้องการลิ้นมังกรสูงเท่าเอวประมาณ 6-8 ต้น

ลิ้นมังกร ต้นไม้ห้องนอน
ลิ้นมังกรเป็นไม้ประดับและไม้มงคลที่หาได้ง่ายมากๆ ลักษณะใบเรียวยาว สีสันแปลกตาสวยงาม และด้วยสกิลการเปลี่ยนคาร์บอนไดออกไซต์เป็นออกซิเจนในตอนกลางคืน ทำให้ลิ้นมังกรมีชื่อเล่นว่าต้นไม้ห้องนอนนั่นเอง สามารถปลูกในกระถางได้ ขายพันธุ์ได้จำนวนมากและรวดเร็ว จะปลูกในที่ร่มหรือกลางแจ้งก็ไม่มีปัญหา ดูแลง่ายแค่รดน้ำเพียงวันละครั้งและใส่ปุ๋ยคอกเสริมทุก 2-3 เดือนเท่านั้น คุณ Kamal แลกเปลี่ยนความรู้เอาไว้ว่าสำหรับอาการบริสุทธิ์ที่เราจะได้จากเจ้าต้นไม้ใบเรียวยาวนี้ต่อหนึ่งคนต้องการลิ้นมังกรสูงเท่าเอวประมาณ 6-8 ต้น

พลูด่าง ล้างสารระเหย
ถ้าถามคนร้อยคนเกินครึ่งต้องรู้จักพลูด่าง เราเชื่ออย่างนั้น เรียกว่าเป็นไม้ประดับที่คนส่วนใหญ่คุ้นเคย พลูด่างโตได้ดีในน้ำ จึงไม่แปลกที่มักจะถูกปลูกในแจกัน น้ำที่ใช้ปลูกควรเป็นน้ำบาดาลเพราะมีสารอาหารมากกว่าน้ำฝนและน้ำประปา พลูด่างช่วยกำจัดแก๊สฟอร์มัลดีไฮด์ แก๊สกลิ่นฉุน ที่มีชื่อเล่นว่าฟอร์มาลีน ซึ่งนอกจากจะถูกนำมาผสมในอาหารทะเลกันเน่าเสีย หรือนำมาฉีดพ่นผัก ก็อาจพบได้ในสีทาบ้านอีกด้วย นอกจากกำจัดแก๊สฟอร์มัลดีไฮด์แล้ว พลูด่างยังช่วยกำจัดสารเคมีระเหยอื่นๆ ที่ส่งผลเสียต่อระบบทางเดินหายใจ

เมื่อได้ลองปลูกไม้ประดับทั้ง 3 สายพันธุ์ในอาคารที่มีผู้พักอาศัย 300 คน ขนาดประมาณ 4,600 ตารางเมตร รวมกว่า 1,200 ต้น คุณ Kamal ก็ได้พบว่ามีความเป็นไปได้ 42% ที่ออกซิเจนในเลือดของคนที่อยู่ในอาคารแห่งนี้เป็นเวลา 10 ชั่วโมงจะเพิ่มสูงขึ้นมา 1% และถ้าเปรียบเทียบกับอาคารที่ไม่มีต้นไม้พบว่าผู้อาศัยส่วนใหญ่ป่วยมากกว่าคนที่อยู่ในอาคารซึ่งเต็มไปด้วยสีเขียวชอุ่ม นอกจากจะไม่ป่วยแล้วอาการเคืองตายังลดลงเป็นเปอร์เซ็นต์ครึ่งต่อครึ่ง โรคระบบทางเดินหายใจลดลง 34 % อาการปวดหัว ความเสื่อมของปอด และหอบหืดก็ลดลงเช่นกัน

 

อ้างอิง

https://plantforherb.com/yellow-palm/

https://www.thespruce.com/

https://dengarden.com/

https://www.ted.com/

http://ced.sci.psu.ac.th/km/km/experience-km/2562/formaldehyde

https://www.nfc.or.th/content/7487

Plant from home ผักสวนครัว ระเบียงกินได้

ย้อนกลับไปเมื่อปี พ.ศ. 2538 ระหว่างที่ ดร.B.N.Vishwanath นักกีฏวิทยาชาวอินเดีย กำลังเดินทางโดยเครื่องบินผ่านกรุงนิวเดลี เขามองเห็นระเบียงที่เต็มไปด้วยพื้นที่ว่างเปล่ามากมาย บวกกับอากาศที่ร้อนจัดอย่างไม่มีทีท่าว่าจะลดลงของบังคาลอร์ ทำให้ ดร.B.N.Vishwanath เริ่มปลูกผักจากพื้นที่เล็กๆ จนถูกขนานนามว่าเป็นบิดาแห่งการทำสวนริมระเบียงในอินเดีย

เราไม่สามารถหลีกหนีชีวิตในเมืองได้ แต่เราช่วยให้ภาวะโลกร้อนดีขึ้นได้ ด้วยแนวคิดนี้ดร.B.N.Vishwanath จึงนำระเบียงที่ว่างเปล่ามาใช้เป็นพื้นที่ปลูกผักสวนครัว เพื่อให้ผู้คนตระหนักถึงความสำคัญของอาหารปลอดสารพิษ และช่วยดูแลสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน

เพียงแค่วิธีง่ายๆ และทำได้ในพื้นที่จำกัดแค่ไม่กี่ตารางเมตรอย่างเช่นระเบียงคอนโด เราก็สามารถมีสวนผักออร์แกนิคของตัวเอง ถึงแม้ว่าการปลูกพืชริมระเบียงจะไม่สามารถทดแทนป่าได้ แต่ก็ช่วยเพิ่มออกซิเจนในอากาศและช่วยให้เรามีผักสดกักตุนไว้กินตลอดทั้งปี

ดร.B.N.Vishwanath บอกว่าเราสามารถเริ่มต้นจากผักที่ปลูกง่ายอย่างมะเขือเทศ พริก หัวหอมก็ได้ และสิ่งสำคัญในการปลูกผักริมระเบียงคือหนึ่งต้องมีน้ำไว้สำหรับรดผักของเราสม่ำเสมอ ต่อมาคืออย่าทิ้งเศษอาหารแต่เก็บไว้เป็นปุ๋ยให้ต้นไม้ของเราสักสัปดาห์ละครั้ง รวมถึงดูแลกำจัดวัชพืชบ้าง

ผลพลอยได้อีกอย่างจจากการปลูกผักริมระเบียงคือเราจะมีวัตถุดิบที่ปลอดสารเคมีสำหรับทำอาหารเก็บได้สดจากต้นทุกครั้งที่เข้าครัว นอกจากนี้การให้เด็กๆ ในบ้านเห็นถึงกระบวนการเติบโตของผักต่างๆ ยังช่วยให้พวกเขากินผักมากขึ้นอีกด้วย

เพียงใช้เวลาอย่างน้อยวันละ 30 นาที อาจจะเริ่มจากปลูกผักกระถางเล็กๆ เพาะถั่วงอกง่ายๆ เป็นงานอดิเรกที่ช่วยเยียวยาจิตใจในช่วงที่ต้องกักตัวเพราะ COVID-19 แถมยังได้ผักสดไว้กินในบ้านไม่ต้องเสี่ยงออกไปเจอไวรัสข้างนอก เพียงแค่มีพื้นที่ริมระเบียงก็กลายเป็นเจ้าของสวนได้แล้ว

อ้างอิง 

www.youtube.com/watch?v=oheoBLn3iuw

www.thehindu.com/features/metroplus/society/live-let-live/article5716571.ece

เบื้องหลังน้ำดื่มรสกร่อยที่มีภาวะโลกร้อนเป็นเหตุ

น้ำหยดลงหินทุกวัน หินบอกทำไมน้ำเค็มจัง

ในช่วงหน้าแล้งของประเทศไทยมักพบปัญหาน้ำกร่อยอยู่บ่อยครั้ง เราไม่ได้ชวนต้มน้ำดื่ม แต่จะมาเล่าให้ฟังว่าน้ำกร่อยเกี่ยวข้องกับปัญหาโลกร้อนอย่างไร

How dare you วลีโด่งดังจาก เกรต้า ธันเบิร์ก (Greta Thunberg) นักเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อม วัย 16 ปี หนึ่งสิ่งที่เธอกล่าวแล้วกระทบใจเราอย่างมากคือในขณะที่สภาพอากาศและสิ่งแวดล้อมเข้าขั้นวิกฤต ทุกคนกลับสนใจแต่ระบบเศรษฐกิจ จนเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ อย่างเธอต้องออกมาเคลื่อนไหวแทนที่จะได้ไปโรงเรียนและใช้ชีวิตอย่างมีความสุข

เมื่อโลกร้อนขึ้น ทำให้น้ำแข็งขั้วโลกละลายกลายเป็นน้ำจืดไหลลงสู่ทะเล เมื่อน้ำจืดรวมกับน้ำทะเลจึงเกิดเป็นน้ำกร่อย ถึงแม้ประเทศเราจะมีเขื่อนกักเก็บน้ำแต่เพราะผู้คนใช้น้ำเพิ่มขึ้นมาก ก็เหมือนเรามีน้ำจืดไปสู้กับน้ำเค็มน้อยลงนั่นเอง

น้ำกร่อยสามารถใช้อาบได้แต่ไม่ปลอดภัยที่จะดื่มเนื่องจากมีปริมาณเกลือสูง สำหรับเราที่ใช้ชีวิตอยู่ในเมืองอย่างคนส่วนใหญ่อาจไม่ได้รับผลกระทบมากนัก เพราะเราไม่ได้ดื่มน้ำจากก๊อกแต่ซื้อน้ำดื่มที่ผ่านการกรองนำเกลือออกไปแล้ว แต่ก็อาจได้รับเกลือจากการใช้น้ำประปาทำกับข้าว ซึ่งเป็นอันตรายต่อผู้ป่วยโรคไต

แล้วใครได้รับผลกระทบจากน้ำกร่อยไปเต็มๆ คำตอบคือเกษตรกร เพื่อนผู้ผลิตอาหารให้กับเรานั่นเอง เมื่อน้ำเค็มมีจำนวนมาก พืชผลที่ไม่ทนต่อความเค็มจึงไม่เจริญเติบโต เรือกสวน ไร่นาได้รับผลกระทบไปตามๆ กัน รวมถึงสัตว์บางชนิดที่ไม่สามารถอาศัยอยู่ในน้ำกร่อยได้ด้วย

น้ำเป็นต้นกำเนิดและหล่อเลี้ยงชีวิตหลากหลาย น้ำจำเป็นอย่างมากทั้งในชีวิตประจำวันและการทำเกษตร การมีน้ำที่สะอาด ปลอดภัย นับว่าเป็นสิ่งดีๆ ที่ธรรมชาติมอบให้เรา เมื่อได้รับแล้วก็ควรจะตอบแทนกลับคืนด้วย

อาจเริ่มต้นจากสิ่งง่ายๆ ใกล้ตัวอย่างการลดใช้ถุงพลาสติก ไม่ทำให้แม่น้ำลำคลองเน่าเสีย ใช้น้ำอย่างประหยัด จากน้ำกร่อยก็จะกลายเป็นน้ำสะอาดให้เราดื่มได้อย่างชื่นใจ