คาเฟอีนและโปรไบโอติกส์ ตัวช่วยสำคัญของระบบเผาผลาญ

author : SAS Team

Food & Health

Date : 21 May 2021

        เมตาบอลิซึม (Metabolism) หรืออัตราการเผาผลาญพลังงานของร่างกาย คือ กระบวนการที่ร่างกายนำเอาพลังงานจากอาหารที่ได้รับเปลี่ยนแปลงเป็นพลังงานส่งแก่เซลล์ต่างๆ ในร่างกายเพื่อการทำงานที่เป็นปกติ เสมือนเตาเผาที่ส่งความร้อนไปทุกส่วนของร่างกายนั่นเอง

        แต่ด้วยอายุที่มากขึ้น วิถีการใช้ชีวิตที่ไม่มีคุณภาพ ล้วนส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงของอัตราเมตาบอลิซึมทั้งนั้น นอกจากนี้ร่างกายของเรายังฉลาด มีการปรับอัตราเมตาบอลิซึมตามพลังงานที่เราได้รับเข้าไปเพื่อการอยู่รอดของร่างกาย ดังนั้น นี่จึงเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมคนที่อดอาหารแล้วกลับมากินเหมือนเดิมจึงเกิดโยโย่เอฟเฟกต์ นั่นก็เพราะร่างกายปรับอัตราเมตาบอลิซึมให้น้อยลงตามพลังงานที่ได้รับ และเมื่อเรากลับมากินเท่าเดิม แต่เมตาบอลิซึมเราลดลง จึงเป็นสาเหตุให้น้ำหนักขึ้นมากกว่าเดิมเป็นเท่าตัว

        วันนี้ SAS จึงมาชวนคุยเรื่องเครื่องดื่มและโปรไบโอติกส์ที่มีส่วนช่วยเพิ่มอัตราเมตาบอลิซึม รวมถึงผลข้างเคียงอีกด้วย

คาเฟอีน’ ตัวช่วยเพิ่มเมตาบอลิซึมที่มาพร้อมผลข้างเคียง

        เชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ยินกันมาแล้วว่าการดื่มชา กาแฟ (ที่ไม่ใส่น้ำตาลหรือแต่งรสใดๆ) จะสามารถช่วยเพิ่มอัตราเมตาบอลิซึมของร่างกายเราได้ ซึ่งพระเอกสำคัญของงานนี้ไม่ใช่กาแฟหรือชาเหล่านั้นเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมไปถึงสิ่งที่เรียกว่า ‘คาเฟอีน’ ในชา กาแฟต่างหาก

“คาเฟอีน คือสารสำคัญที่อยู่ในชา กาแฟที่มีส่วนกระตุ้นให้ระบบประสาทสั่งการเพื่อเผาผลาญไขมันในร่างกาย นอกจากนี้ยังสามารถช่วยเพิ่มอัตราการเผาผลาญได้อย่างมีประสิทธิภาพ”

        อันที่จริง คาเฟอีนมีส่วนช่วยในการเผาผลาญไขมัน และกระตุ้นให้เกิดการนำพลังงานมาใช้งาน (Energy Expenditure: EE) มากขึ้น ซึ่งการดื่มเป็นประจำจะทำให้เห็นผลดีมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้คาเฟอีนยังมีส่วนช่วยทำให้ความอยากอาหารลดลงเพื่อเป็นการลดน้ำหนักในทางอ้อมอีกด้วย

        ในทางกลับกัน การได้รับปริมาณคาเฟอีนก็อาจเกิดผลข้างเคียงต่อร่างกายได้ เช่น

  • อาการใจสั่น
  • รู้สึกกระวนกระวาย
  • ปวดศีรษะ
  • ก่อกวนการนอนหลับพักผ่อน ทำให้พักผ่อนได้ไม่เพียงพอและอ่อนเพลีย
  • เมื่อคาเฟอีนหมดฤทธิ์ จะทำให้เรารู้สึกอ่อนล้ามากกว่าเดิม

        เนื่องจากร่างกายคนเราไม่เหมือนกัน การได้รับคาเฟอีนที่มากเกินไปของแต่ละคนจึงมีปริมาณไม่เท่ากัน แต่ปริมาณที่แนะนำสำหรับวัยผู้ใหญ่ที่มีร่างกายแข็งแรงจะอยู่ที่ไม่เกิน 4000 มิลลิกรัม/วัน (ประมาณ 4 แก้ว) แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ไม่ควรให้เด็กได้รับคาเฟอีน หรือแม้แต่วัยรุ่นก็ต้องดื่มในปริมาณที่เหมาะสมเพื่อหลีกเลี่ยงอาการไม่พึงประสงค์

โปรไบโอติกส์ ทางออกสำหรับผู้ที่ไม่ต้องการคาเฟอีน

        เนื่องจากโปรไบโอติกส์ เป็นจุลินทรีย์ดีที่มีอยู่ในร่างกายของเรา มีหน้าที่เพื่อช่วยดูแลลำไส้ ระบบประสาท ซึ่งส่งผลต่อระบบย่อยอาหาร รวมไปถึงระบบเผาผลาญพลังงานของเรา เหมาะสำหรับผู้ที่ไม่ดื่มชา กาแฟ หรือกังวลกับผลที่จะตามมาจากการได้รับคาเฟอีน โดยในโปรไบโอติกส์จะเข้าไปช่วยดูแลสมดุลของจุลินทรีย์ดีและแบคทีเรียในร่างกายของเราเพื่อให้ระบบต่างๆ ทำงานได้อย่างเป็นปกติ รวมไปถึงระบบภูมิคุ้มกันอีกด้วย

      ทั้งนี้ เด็กยังสามารถกินโปรไบโอติกส์ได้ในปริมาณที่พอเหมาะ ซึ่งอาหารที่พบโปรไบโอติกส์นั้นจะเป็นอาหารประเภท หมัก ดอง เช่น โยเกิร์ต ผักดอง ถั่วเน่า และมิโสะ (เต้าหู้ญี่ปุ่น) นั่นเอง

 

สนับสนุนบทความดีๆ โดย blissly bioshot cocktail probiotics จำนวน 11 สายพันธุ์ ชนิดกรอกปาก

อ้างอิง

https://academic.oup.com/ajcn/article/79/1/40/4690067
https://link.springer.com/article/10.1007/s00394-019-01976-9
https://www.mayoclinic.org/healthy-lifestyle/nutrition-and-healthy-eating/in-depth/caffeine/art-20045678