fbpx

โลกของผึ้ง…ในวันที่ไม่มีผึ้งซึ่งอาจเป็นวันที่ไม่มีโลก

       หากโลกของเหล่าผึ้งพังทลายลง สิ่งที่ตามมาคือโลกของเราและผู้คนจะอยู่ได้อีกเพียง 4 ปี

       อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์เคยแบ่งปันข้อมูลนี้ไว้ก่อนลาโลกอย่างถาวร แม้คุณไอน์สไตน์จะไม่ได้มาบอกกับผมโดยตรงแต่ก็ทำให้นึกหวั่นใจอยู่ไม่น้อย ถ้าวันหนึ่งผึ้งหายไปจริงๆ จะเกิดอะไรขึ้น

       อย่างที่พวกเราเคยเรียนกันมาเมื่อสมัยมัธยมว่าหน้าที่ของผึ้งคือผสมเกสรเพื่อขยายพันธุ์พืช เพราะเป็นนักผสมเกสรมือฉกาจจึงทำให้การมีอยู่ของบรรดาผึ้งสำคัญต่อเกษตรกรรวมไปถึงปากท้องของผู้คนจำนวนมาก จนสามารถพูดได้ว่าคุณภาพโภชนาการที่ดีที่ผึ้งได้รับคือคุณภาพอาหารที่ดีของเราเช่นกัน

Photo by Eric Ward on Unsplash

ดอกไม้ที่หายไป
       ในช่วงหลายปีมานี้ผมเฝ้าติดตามข่าวคราวของผึ้งอย่างใกล้ชิด สิ่งที่รบกวนจิตใจคือบรรดาผึ้งผู้ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ต้องอยู่แบบอดๆ อยากๆ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะแหล่งอาหารอย่างดอกไม้ค่อยๆ หายไปจากธรรมชาติ ทำให้ผึ้งต้องเผชิญกับภาวะขาดแคลนน้ำหวานในเกสรดอกไม้ซึ่งเป็นแหล่งพลังงานที่คอยหล่อเลี้ยงชีวิต เรื่องน่าตกใจอีกอย่างคือผึ้งที่ล้มตายไม่ได้ทิ้งร่างไว้บริเวณรอบๆ รัง ทำให้เกิดคำถามว่าแล้วผึ้งที่ตายหายไปไหน แม้จะยังไม่มีใครให้คำตอบได้ชัดเจน แต่ก็มีการคาดเดาว่าอาจเกิดจากมลพิษทางอากาศที่ทำให้ความแรงของเคมีจากดอกไม้ลดลงจนผึ้งค้นหาลำบาก รวมถึงความสามารถในการรับรู้และจดจำเส้นทางของผึ้งลดลงซึ่งเป็นไปได้ว่ามีสาเหตุมาจากสารเคมีในยาฆ่าแมลงที่เข้าไปรบกวนสมองของผึ้งส่งผลให้การรับรู้กลิ่นดอกไม้ซึ่งเป็นแหล่งอาหารลดลงจนไม่สามารถหาเลี้ยงตัวเองได้และตายในที่สุด

Photo by Kat Jayne from Pexels

อาณาจักรที่กำลังล่มสลาย     
       อันที่จริงผึ้งไม่ได้ตั้งใจผสมเกสรเพื่อสร้างอาหารให้กับเรา เพียงแต่ต้องการพลังงานจากน้ำหวานเพื่อให้ตัวเองมีชีวิตรอด ถึงอย่างนั้นผึ้งก็ยังถือเป็นแมลงที่สร้างคุณูปการให้แก่โลก ผู้เชี่ยวชาญนิยามภาวะของประชากรผึ้งที่หายไปอย่างรวดเร็วว่า “การล่มสลายอย่างผิดปกติของอาณานิคมผึ้ง” ไม่ใช่แค่ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วแต่ยังคงทิ้งปริศนาของการล้มตายเอาไว้ เมื่อจำนวนผึ้งลดลงผลผลิตที่ถูกนำมาใช้เป็นอาหารสำหรับมนุษย์ก็น้อยลงเช่นกัน เพราะผึ้งเป็นแมลงที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการผสมเกสร สามารถแพร่กระจายเกสรได้ในวงกว้างอย่างแข็งแกร่งแบบที่ผีเสื้อและแมลงชนิดอื่นๆ ทำไม่ได้ ส่งผลให้พืชไม่เติบโตตามกลไกธรรมชาติ ราคาอาหารจึงเพิ่มขึ้น ที่เห็นง่ายๆ เลยคือน้ำผึ้งในสหรัฐอเมริกามีราคาแพงกว่าเดิมหลายเท่า

Photo by Lukas from Pexels

แหล่งอาหารถูกทำลาย
      หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เกิดการเปลี่ยนแปลงวิธีทำไร่ของเกษตรกรหลายรูปแบบ เกษตรกรบางกลุ่มเลิกปลูกพืชคลุมหน้าดินซึ่งเป็นปุ๋ยธรรมชาติที่เพิ่มไนโตรเจนให้กับดิน พืชคลุมหน้าดินรวมถึงวัชพืชอย่างพืชดอกเป็นแหล่งอาหารสำหรับผึ้ง และเมื่อเกษตรกรหันมาปลูกพืชชนิดเดียว เช่น ข้าวโพด ถั่วเหลือง มากขึ้นเรื่อยๆ แหล่งอาหารของผึ้งก็ลดตามไปด้วย โดยส่วนใหญ่ผึ้งได้รับโปรตีนและพลังงานจากเกสรรวมถึงน้ำหวานดอกไม้ แต่ในปัจจุบันดอกไม้เองก็เต็มไปด้วยสารพิษที่ตกค้างจากการทำเกษตรกรรม แม้แต่เมล็ดพืชก็ถูกเคลือบด้วยยาฆ่าแมลง หากผึ้งได้รับในปริมาณมากจะทำให้ชักกระตุกและตายได้

Photo by Massimiliano Latella on Unsplash

สารเคมีและโรคที่เข้ารุกราน 
      ปรสิตเองก็นับว่ามีส่วนสำคัญในการคร่าชีวิตประชากรผึ้ง Varroa คือไรชนิดหนึ่ง เป็นนักฆ่าแสนอันตรายสำหรับผึ้ง ไรชนิดนี้จะแฝงตัวดูดเลือดและปล่อยไวรัสเข้าสู่กระแสเลือดทำให้เกิดอาการติดเชื้อในผึ้ง เมื่อภูมิคุ้มกันอ่อนแอลงจึงส่งผลให้เกิดโรคต่างๆ ตามมาอย่างเช่น ไวรัสตับอักเสบเฉียบพลัน นอกจากปรสิตที่เข้ามารุกรานทำลายฝูงผึ้งทั่วโลกแล้วแหล่งอาหารที่ปนเปื้อนสารเคมีก็เช่นกัน สำนักงานความปลอดภัยด้านอาหารและยุโรป (EFSA) ระบุว่าการตายของพืชจำนวนมากในยุโรปมีสาเหตุมาจากปุ๋ย Neonicotinoids รัฐสภายุโรปจึงเสนอให้ลดใช้ยาฆ่าแมลง โดยปกติแล้วผึ้งมีระบบคัดแยกตัวที่ป่วยออกจากรัง ทำให้ผึ้งทั้งฝูงมีสุขภาพดี ผึ้งงานจะบินไปยังพืชและขูดยางไม้ที่เราเรียกว่าพรอพอลิส (Propolis) ออกจากใบแล้วนำกลับไปที่รัง พรอพอลิสเป็นยาฆ่าเชื้อตามธรรมชาติ ที่สามารถฆ่าแบคทีเรีย เชื้อรา และเชื้อโรคอื่นๆ ภายในรัง แต่ปัจจุบันยาฆ่าเชื้อเหล่านี้กลับกลายเป็นยาพิษสำหรับผึ้งเพราะสารเคมีกำจัดแมลงที่ตกค้างอยู่ในพืช

       คุณไอน์สไตน์น่าจะพูดถูกที่ว่าหากผึ้งหายไปจากโลกนี้ ประชากรมนุษย์เองก็ไม่อาจดำรงเผ่าพันธุ์ได้ เพราะแหล่งต้นทางอาหารที่ค่อยๆ หายไป ผมมีความเชื่ออย่างหนึ่งว่าไม่มีอะไรสายเกินแก้ อาจจะยากสักหน่อยแต่อย่างน้อยความเป็นไปได้ก็ไม่เท่ากับศูนย์ คงจะดีไม่น้อยถ้าเราหันมาทำการเกษตรโดยไม่ใช้สารเคมี รักษาความสมดุลทางธรรมชาติ อาจช่วยยืดอายุทั้งผึ้งและผู้คน รวมถึงส่งต่อโลกที่น่าอยู่ให้กับลูกหลานในอนาคต

 

เรื่อง : ภานุชิตชัย พล

 

ขอบคุณข้อมูลจาก

www.ted.com/talks/emma_bryce_the_case_of_the_vanishing_honeybees/transcript

www .ted.com/talks/marla_spivak_why_bees_are_disappearing/transcript?referrer=playlist-why_we_need_bees

https://www.nationalgeographic.com/magazine/2017/10/explore-animals-bees/

https://www.forbes.com/sites/paulrodgers/2014/09/09/einstein-and-the-bees-should-you-worry/#7d7fd4de8157

https://www.activesustainability.com/environment/what-would-happen-if-bees-disappeared/