ฤดูฝนมีผลกระทบอย่างไรบ้าง ในการเลี้ยงกุ้งฤดูฝนมีผลกระทบอย่างไรบ้าง ในการเลี้ยงกุ้ง

1.สภาพในบ่อเกิดไม่ดี ซึ่งปกติในช่วงที่มีสภาพอากาศดีคือ จะมีแสงแดดในตอนกลางวันหลังจากเริ่มมีแสงแดดแพลงก์ตอนที่อยู่ในบ่อเลี้ยงกุ้งจะทำการสังเคราะห์แสง ปริมาณออกซิเจนที่ละลายน้ำในช่วงกลางวันจะมีมากเพียงพอต่อสิ่งต่างๆ เช่น การย่อยสลายสารอินทรีย์ในบ่อโดยจุลินทรีย์สารอินทรีย์ที่สะสมในบ่อจะถูกบำบัด การเลี้ยงกุ้งก็จะไม่เกิดปัญหา แต่ในทางตรงกันข้ามถ้าอากาศมืดครึ้มไม่มีแสงแดดหรือมีฝนตกปริมาณมากๆ กระบวนการสังเคราะห์แสงจะไม่เกิดขึ้นมีแต่การใช้ออกซิเจนในกระบวนการย่อยสลายของเสีย การหายใจของสิ่งมีชีวิตทั้งจากกุ้งและแพลงก์ตอนในบ่อกุ้ง ออกซิเจนที่ได้จากในบ่อจะมาจากเครื่องให้อากาศเพียงอย่างเดียว ซึ่งพบว่าในช่วงเวลาที่ฝนตกติดต่อกันนานๆ ปริมาณออกซิเจนในน้ำจะทำให้กระบวนการย่อยสลายสารอินทรีย์ของแบคทีเรียเกิดขึ้นน้อยลง เป็นเหตุให้เกิดการสะสมของแอมโมเนีย และไนไตรท์ เพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะมีผลกระทบต่อสุขภาพกุ้งในเวลาต่อมา

2.สีแพลงก์ตอน บางส่วนอาจจะตายจากปริมาณน้ำฝนที่ตกลงไปในบ่อ ทำให้มีสีเข้มหรือปริมาณแพลงก์ตอนหนาแน่นหลังจากฝนตกติดต่อกันนานๆ แพลงก์ตอนส่วนใหญ่จะตาย น้ำจะขุ่นหลายครั้งแล้วจะพบว่ากุ้งมีเหงือกสีเข้มขึ้นจากตะกอนหรือซากแพลงก์ตอนเข้าไปอุดตันในเหงือก ทำให้กุ้งที่อ่อนแอบางส่วนติดเชื้อแบคทีเรียร่วมด้วยจะสังเกตได้จากกุ้งเริ่มว่ายเกาะตามขอบบ่อ

3.กุ้งกินอาหารได้ลดลง กุ้งเป็นสัตว์เลือดเย็น อุณหภูมิของร่างกายเปลี่ยนแปลงไปตามอุณหภูมิของน้ำ ซึ่งตามปกติกุ้งจะกินอาหารได้ดีที่อุณหภูมิ ประมาณ 28-30 องศาเซลเซียส เมื่อฝนตกอุณหภูมิน้ำในบ่อจะลดลงเรื่อยๆ ถ้าฝนตกติดต่อกันหลายวัน อุณหภูมิน้ำจะลดลงได้ถึง 24 องศาเซลเซียส แม้จะเป็นช่วงฤดูกาลปกติก็ตาม อุณหภูมิของน้ำที่ลดลงจาก 28-30 องศาเซลเซียส ลงมาที่ 24-25 องศาเซลเซียส มีผลทำให้การกินอาหารของกุ้งลดลงประมาณ 30-50% ส่งผลกับการเจริญเติบโตของกุ้ง ไม่เพียงเท่านั้นอาหารที่เหลือเนื่องจากกุ้งกินไม่หมด เกิดการย่อยสลาย และทำให้ปริมาณแอมโมเนียสูงขึ้นในเวลาต่อมาและเกิดปัญหาต่อสุขภาพกุ้งได้อีก

4.การเจริญเติบโตช้า จากการที่กุ้งกินอาหารได้ลดลง ในขณะที่น้ำมีอุณหภูมิต่ำจากปริมาณน้ำฝน บางฟาร์มจะงดการให้อาหาร ดังนั้นหากฝนตกติดต่อกันหลายๆวัน จะมีผลทำให้กุ้งมีการเจริญเติบโตช้ากว่าปกติ อัตราแลกเนื้อจะสูงทำให้เกิดต้นทุนสูงขึ้น

5.กุ้งเป็นโรคได้ง่ายขึ้นเมื่อมีฝนตกติดต่อกันหลายวัน กุ้งจะป่วยโดยส่วนใหญ่จะพบการติดเชื้อแบคทีเรีย และโรคไวรัสดวงขาว เนื่องมาจากน้ำมีอุณหภูมิต่ำ ภูมิคุ้มกันของกุ้งจะลดลง เพราะกุ้งเป็นสัตว์เลือดเย็นภูมิคุ้มกันจะเพิ่มขึ้นเมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น ในขณะที่ไวรัสหลายชนิดจะเพิ่มความรุนแรงเมื่ออุณหภูมิลดลง โดยเฉพาะไวรัสดวงขาว ซึ่งจะมีการระบาดอย่างรุนแรงในช่วงอุณหภูมิต่ำในการเลี้ยงกุ้งขาวแวนนาไม เมื่อฝนตกติดต่อกันหลายวันกุ้งจะเป็นโรคดวงขาวได้มากกว่าช่วงการเลี้ยงปกติ

6.เกิดแผลตามลำตัวมากกว่าปกติจะพบในบ่อที่เลี้ยงกุ้งขาวแวนนาไมอย่างหนาแน่น การเลี้ยงกุ้งขาวผ่านช่วงเวลาที่ฝนตกติดต่อกันนานๆ หรือฤดูฝน กุ้งอาจจะมีบาดแผลตามลำตัวมากกว่าฤดูกาลปกติ เนื่องจากเมื่อมีฝนตกติดต่อกันนานๆ ปริมาณน้ำฝนซึ่งมี PH ต่ำ หรือค่าความเป็นด่าง ( alkalinity) ต่ำมาก จะเป็นการกระตุ้นให้กุ้งขาวแวนนาไมมีการลอกคราบมากกว่าปกติ ในขณะที่ปริมาณแร่ธาตุต่างๆ ที่สำคัญ ได้แก่ แคลเซียม แมกนีเซียม โพแทสเซียม คลอไรด์ โซเดียม และซัลเฟต จะลดต่ำลงกว่าปกติ เนื่องจากถูกเจือจางด้วยน้ำฝน ซึ่งปริมาณแร่ธาตุที่สำคัญเหล่านี้ โดยเฉพาะแคลเซียมและแมกนีเซียมจะมีความสำคัญต่อการสร้างเปลือกกุ้ง ตามปกติกุ้งจะพยายามรักษาความสมดุลของปริมาณแร่ธาตุในเลือดให้คงที่ตลอดเวลา ดังนั้นเมื่อปริมาณแร่ธาตุที่สำคัญในน้ำลดต่ำลง กุ้งต้องใช้พลังงานมากขึ้นในการดึงแร่ธาตุต่างๆ ในน้ำให้เข้าสู่ร่างกาย จึงทำให้กุ้งอ่อนแอ และมีโอกาสที่ป่วยหรือตาย หลังจากการลอกคราบได้ ซึ่งมักจะพบในบ่อเลี้ยงกุ้งที่มีค่าความเค็มน้ำต่ำ ในช่วงฤดูฝนหลังจากมีฝนตกติดต่อกันนาน พบกุ้งตายมีลักษณะตัวนิ่มมาก ทำให้อัตราการรอดลดลง อาจเนื่องมาจากกุ้งกินเอง ส่วนในกรณีการเลี้ยงกุ้งขาวแวนนาไมในน้ำเค็มปกติ ซึ่งมีปริมาณแร่ธาตุที่พอเพียงในระยะเริ่มต้นการเลี้ยง แต่เมื่อมีการเลี้ยงกุ้งหนาแน่น กุ้งมีการเจริญเติบโต แร่ธาตุในน้ำจะค่อยๆ ลดลง แม้ว่าแร่ธาตุบางส่วนจะได้มาจากอาหาร เมื่อมีฝนตกติดต่อกันนานๆ ปริมาณแร่ธาตุในน้ำจะลดลงมาก ดังนั้นหลังจากการลอกคราบเปลือกยังไม่แข็งแรงสมบูรณ์ ในบ่อที่มีกุ้งหนาแน่น โอกาสที่จะเกิดบาดแผลจากกรีกุ้ง เนื่องจากการเคลื่อนไหวไปมาของกุ้งในบ่อ จึงมีโอกาสสูงตามไปด้วย แนวทางในการแก้ปัญหาเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งจะต้องประเมินสถานการณ์การเลี้ยงว่าในรอบการเลี้ยงต่อไปว่าจะต้องเผชิญกับอะไรบ้างโดยดูจากข้อมูลที่ผ่านมาซึ่งคาดว่าปริมาณน้ำฝนปีนี้น่าจะมากกว่าปีที่แล้ว

คำแนะนำเบื้องต้นในการเลี้ยงกุ้งหน้าฝน
-ปล่อยลูกกุ้งในอัตราความหนาแน่นน้อยกว่าปีที่ผ่านมา เพื่อรองรับปริมาณฝนที่คาดว่าจะมีมากกว่าปกติ
-ควรเพิ่มเครื่องให้อากาศให้มากขึ้นเตรียมความพร้อม กรณีฉุกเฉิน เช่น อากาศปิด ฝนตกชุก ออกซิเจนต่ำ เนื่องจากปล่อยกุ้งแน่น แพลงก์ตอนในบ่อมีมาก
-ควรเสริมแร่ธาตุอย่างสม่ำเสมอมากกว่าปกติ โดยเฉพาะในช่วงก่อนกุ้งลอกคราบและช่วงที่ฝนตกหนัก เพื่อเสริมแร่ธาตุที่สำคัญในน้ำให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมสำหรับกุ้งที่ใช้ในการเจริญเติบโต นอกจากนั้นควรมีการเติมวัสดุปูนเพื่อควบคุมค่า PH ของน้ำ ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม เพราะว่าน้ำฝนมีค่าพีเอชต่ำ ถ้าหากผู้เลี้ยงกุ้งมีการเตรียมความพร้อมและประเมินสถานการณ์ล่วงหน้าว่าน่าจะเกิดอะไรขึ้น โดยมีระบบรองรับความเสี่ยงโดยเฉพาะการป้องกันโรค เช่น มีรั้วล้อมรอบบ่อเลี้ยงเพื่อป้องกันปู มีเชือกขึงกันนก มีการฆ่าเชื้อและพาหะในน้ำก่อนปล่อยลูกกุ้ง และที่สำคัญที่สุด คือใช้ลูกกุ้งที่มีคุณภาพดีจากโรงเพาะฟักที่เชื่อถือได้และผ่านการตรวจสุขภาพ ตรวจเชื้อไวรัส แบคทีเรีย ที่เป็นอันตราย ต่อการเลี้ยงกุ้ง ใช้อาหารคุณภาพดี รวมทั้งการจัดการที่ดีตามที่กล่าวไปแล้ว หวังว่าเกษตรกรที่ต้องเลี้ยงกุ้งช่วงฤดูฝนจะประสบความสำเร็จได้ผลผลิตตามเป้าหมาย เพื่อที่จะทำให้ธุรกิจการเลี้ยงกุ้งเป็นอาชีพที่มั่นคงและยั่งยืนต่อไป

ขอขอบคุณที่มาจาก : บทความทางวิชาการ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ

คุณประโยชน์
1.เพิ่มจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ในระบบทางเดินอาหารสัตว์น้ำ
2.ควบคุมเชื้อก่อโรคไม่ให้เจริญในระบบทางเดินอาหาร และส่งเสริมการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ในร่างกายสัตว์น้ำ
3.กระตุ้นภูมิคุ้มกันแบบพึ่งเซลล์ของสัตว์น้ำ
4.เพิ่มประสิทธิภาพในการดูดซึมโปรตีนในระบบทางเดินอาหารสัตว์น้ำ
5.ช่วยเพิ่มปริมาณเนื้อและน้ำหนักของสัตว์น้ำ
6.ช่วยลดปริมาณสารอินทรีย์ที่ละลายในน้ำ (DOC) และทำให้คุณภาพน้ำในบ่อดีขึ้น
7.ช่วยในการควบคุมแอมโมเนียและไนไตร์ทในบ่อ
8.ควบคุมปริมาณจุลินทรีย์กลุ่มที่ทำให้เกิดโรคในน้ำ
9.ช่วยลดปัญหาการเกิดโรคขี้ขาวในกุ้ง

สรรพคุณ : ใช้เป็นสารเสริมชีวนะสำหรับสัตว์น้ำ

ส่วนประกอบใน 1 กิโลกรัม
สารเสริมชีวนะ
   บาซิลลัส ซับทิลิส 1.48x1010 ซีเอฟยู
   สื่อ เติมจนครบ              1   กิโลกรัม

ลักษณะสำคัญผลิตภัณฑ์
ทางเคมี      : % ความชื้น ≤ 12, pH 5.5-6.5
ทางชีวภาพ : Bacillus spp. >1010 CFU/kg
           Modified Yeast Cell Wall

 

 

1.สภาพในบ่อเกิดไม่ดี ซึ่งปกติในช่วงที่มีสภาพอากาศดีคือ จะมีแสงแดดในตอนกลางวันหลังจากเริ่มมีแสงแดดแพลงก์ตอนที่อยู่ในบ่อเลี้ยงกุ้งจะทำการสังเคราะห์แสง ปริมาณออกซิเจนที่ละลายน้ำในช่วงกลางวันจะมีมากเพียงพอต่อสิ่งต่างๆ เช่น การย่อยสลายสารอินทรีย์ในบ่อโดยจุลินทรีย์สารอินทรีย์ที่สะสมในบ่อจะถูกบำบัด การเลี้ยงกุ้งก็จะไม่เกิดปัญหา แต่ในทางตรงกันข้ามถ้าอากาศมืดครึ้มไม่มีแสงแดดหรือมีฝนตกปริมาณมากๆ กระบวนการสังเคราะห์แสงจะไม่เกิดขึ้นมีแต่การใช้ออกซิเจนในกระบวนการย่อยสลายของเสีย การหายใจของสิ่งมีชีวิตทั้งจากกุ้งและแพลงก์ตอนในบ่อกุ้ง ออกซิเจนที่ได้จากในบ่อจะมาจากเครื่องให้อากาศเพียงอย่างเดียว ซึ่งพบว่าในช่วงเวลาที่ฝนตกติดต่อกันนานๆ ปริมาณออกซิเจนในน้ำจะทำให้กระบวนการย่อยสลายสารอินทรีย์ของแบคทีเรียเกิดขึ้นน้อยลง เป็นเหตุให้เกิดการสะสมของแอมโมเนีย และไนไตรท์ เพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะมีผลกระทบต่อสุขภาพกุ้งในเวลาต่อมา

2.สีแพลงก์ตอน บางส่วนอาจจะตายจากปริมาณน้ำฝนที่ตกลงไปในบ่อ ทำให้มีสีเข้มหรือปริมาณแพลงก์ตอนหนาแน่นหลังจากฝนตกติดต่อกันนานๆ แพลงก์ตอนส่วนใหญ่จะตาย น้ำจะขุ่นหลายครั้งแล้วจะพบว่ากุ้งมีเหงือกสีเข้มขึ้นจากตะกอนหรือซากแพลงก์ตอนเข้าไปอุดตันในเหงือก ทำให้กุ้งที่อ่อนแอบางส่วนติดเชื้อแบคทีเรียร่วมด้วยจะสังเกตได้จากกุ้งเริ่มว่ายเกาะตามขอบบ่อ

3.กุ้งกินอาหารได้ลดลง กุ้งเป็นสัตว์เลือดเย็น อุณหภูมิของร่างกายเปลี่ยนแปลงไปตามอุณหภูมิของน้ำ ซึ่งตามปกติกุ้งจะกินอาหารได้ดีที่อุณหภูมิ ประมาณ 28-30 องศาเซลเซียส เมื่อฝนตกอุณหภูมิน้ำในบ่อจะลดลงเรื่อยๆ ถ้าฝนตกติดต่อกันหลายวัน อุณหภูมิน้ำจะลดลงได้ถึง 24 องศาเซลเซียส แม้จะเป็นช่วงฤดูกาลปกติก็ตาม อุณหภูมิของน้ำที่ลดลงจาก 28-30 องศาเซลเซียส ลงมาที่ 24-25 องศาเซลเซียส มีผลทำให้การกินอาหารของกุ้งลดลงประมาณ 30-50% ส่งผลกับการเจริญเติบโตของกุ้ง ไม่เพียงเท่านั้นอาหารที่เหลือเนื่องจากกุ้งกินไม่หมด เกิดการย่อยสลาย และทำให้ปริมาณแอมโมเนียสูงขึ้นในเวลาต่อมาและเกิดปัญหาต่อสุขภาพกุ้งได้อีก

4.การเจริญเติบโตช้า จากการที่กุ้งกินอาหารได้ลดลง ในขณะที่น้ำมีอุณหภูมิต่ำจากปริมาณน้ำฝน บางฟาร์มจะงดการให้อาหาร ดังนั้นหากฝนตกติดต่อกันหลายๆวัน จะมีผลทำให้กุ้งมีการเจริญเติบโตช้ากว่าปกติ อัตราแลกเนื้อจะสูงทำให้เกิดต้นทุนสูงขึ้น

5.กุ้งเป็นโรคได้ง่ายขึ้นเมื่อมีฝนตกติดต่อกันหลายวัน กุ้งจะป่วยโดยส่วนใหญ่จะพบการติดเชื้อแบคทีเรีย และโรคไวรัสดวงขาว เนื่องมาจากน้ำมีอุณหภูมิต่ำ ภูมิคุ้มกันของกุ้งจะลดลง เพราะกุ้งเป็นสัตว์เลือดเย็นภูมิคุ้มกันจะเพิ่มขึ้นเมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น ในขณะที่ไวรัสหลายชนิดจะเพิ่มความรุนแรงเมื่ออุณหภูมิลดลง โดยเฉพาะไวรัสดวงขาว ซึ่งจะมีการระบาดอย่างรุนแรงในช่วงอุณหภูมิต่ำในการเลี้ยงกุ้งขาวแวนนาไม เมื่อฝนตกติดต่อกันหลายวันกุ้งจะเป็นโรคดวงขาวได้มากกว่าช่วงการเลี้ยงปกติ

6.เกิดแผลตามลำตัวมากกว่าปกติจะพบในบ่อที่เลี้ยงกุ้งขาวแวนนาไมอย่างหนาแน่น การเลี้ยงกุ้งขาวผ่านช่วงเวลาที่ฝนตกติดต่อกันนานๆ หรือฤดูฝน กุ้งอาจจะมีบาดแผลตามลำตัวมากกว่าฤดูกาลปกติ เนื่องจากเมื่อมีฝนตกติดต่อกันนานๆ ปริมาณน้ำฝนซึ่งมี PH ต่ำ หรือค่าความเป็นด่าง ( alkalinity) ต่ำมาก จะเป็นการกระตุ้นให้กุ้งขาวแวนนาไมมีการลอกคราบมากกว่าปกติ ในขณะที่ปริมาณแร่ธาตุต่างๆ ที่สำคัญ ได้แก่ แคลเซียม แมกนีเซียม โพแทสเซียม คลอไรด์ โซเดียม และซัลเฟต จะลดต่ำลงกว่าปกติ เนื่องจากถูกเจือจางด้วยน้ำฝน ซึ่งปริมาณแร่ธาตุที่สำคัญเหล่านี้ โดยเฉพาะแคลเซียมและแมกนีเซียมจะมีความสำคัญต่อการสร้างเปลือกกุ้ง ตามปกติกุ้งจะพยายามรักษาความสมดุลของปริมาณแร่ธาตุในเลือดให้คงที่ตลอดเวลา ดังนั้นเมื่อปริมาณแร่ธาตุที่สำคัญในน้ำลดต่ำลง กุ้งต้องใช้พลังงานมากขึ้นในการดึงแร่ธาตุต่างๆ ในน้ำให้เข้าสู่ร่างกาย จึงทำให้กุ้งอ่อนแอ และมีโอกาสที่ป่วยหรือตาย หลังจากการลอกคราบได้ ซึ่งมักจะพบในบ่อเลี้ยงกุ้งที่มีค่าความเค็มน้ำต่ำ ในช่วงฤดูฝนหลังจากมีฝนตกติดต่อกันนาน พบกุ้งตายมีลักษณะตัวนิ่มมาก ทำให้อัตราการรอดลดลง อาจเนื่องมาจากกุ้งกินเอง ส่วนในกรณีการเลี้ยงกุ้งขาวแวนนาไมในน้ำเค็มปกติ ซึ่งมีปริมาณแร่ธาตุที่พอเพียงในระยะเริ่มต้นการเลี้ยง แต่เมื่อมีการเลี้ยงกุ้งหนาแน่น กุ้งมีการเจริญเติบโต แร่ธาตุในน้ำจะค่อยๆ ลดลง แม้ว่าแร่ธาตุบางส่วนจะได้มาจากอาหาร เมื่อมีฝนตกติดต่อกันนานๆ ปริมาณแร่ธาตุในน้ำจะลดลงมาก ดังนั้นหลังจากการลอกคราบเปลือกยังไม่แข็งแรงสมบูรณ์ ในบ่อที่มีกุ้งหนาแน่น โอกาสที่จะเกิดบาดแผลจากกรีกุ้ง เนื่องจากการเคลื่อนไหวไปมาของกุ้งในบ่อ จึงมีโอกาสสูงตามไปด้วย แนวทางในการแก้ปัญหาเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งจะต้องประเมินสถานการณ์การเลี้ยงว่าในรอบการเลี้ยงต่อไปว่าจะต้องเผชิญกับอะไรบ้างโดยดูจากข้อมูลที่ผ่านมาซึ่งคาดว่าปริมาณน้ำฝนปีนี้น่าจะมากกว่าปีที่แล้ว

คำแนะนำเบื้องต้นในการเลี้ยงกุ้งหน้าฝน
-ปล่อยลูกกุ้งในอัตราความหนาแน่นน้อยกว่าปีที่ผ่านมา เพื่อรองรับปริมาณฝนที่คาดว่าจะมีมากกว่าปกติ
-ควรเพิ่มเครื่องให้อากาศให้มากขึ้นเตรียมความพร้อม กรณีฉุกเฉิน เช่น อากาศปิด ฝนตกชุก ออกซิเจนต่ำ เนื่องจากปล่อยกุ้งแน่น แพลงก์ตอนในบ่อมีมาก
-ควรเสริมแร่ธาตุอย่างสม่ำเสมอมากกว่าปกติ โดยเฉพาะในช่วงก่อนกุ้งลอกคราบและช่วงที่ฝนตกหนัก เพื่อเสริมแร่ธาตุที่สำคัญในน้ำให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมสำหรับกุ้งที่ใช้ในการเจริญเติบโต นอกจากนั้นควรมีการเติมวัสดุปูนเพื่อควบคุมค่า PH ของน้ำ ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม เพราะว่าน้ำฝนมีค่าพีเอชต่ำ ถ้าหากผู้เลี้ยงกุ้งมีการเตรียมความพร้อมและประเมินสถานการณ์ล่วงหน้าว่าน่าจะเกิดอะไรขึ้น โดยมีระบบรองรับความเสี่ยงโดยเฉพาะการป้องกันโรค เช่น มีรั้วล้อมรอบบ่อเลี้ยงเพื่อป้องกันปู มีเชือกขึงกันนก มีการฆ่าเชื้อและพาหะในน้ำก่อนปล่อยลูกกุ้ง และที่สำคัญที่สุด คือใช้ลูกกุ้งที่มีคุณภาพดีจากโรงเพาะฟักที่เชื่อถือได้และผ่านการตรวจสุขภาพ ตรวจเชื้อไวรัส แบคทีเรีย ที่เป็นอันตราย ต่อการเลี้ยงกุ้ง ใช้อาหารคุณภาพดี รวมทั้งการจัดการที่ดีตามที่กล่าวไปแล้ว หวังว่าเกษตรกรที่ต้องเลี้ยงกุ้งช่วงฤดูฝนจะประสบความสำเร็จได้ผลผลิตตามเป้าหมาย เพื่อที่จะทำให้ธุรกิจการเลี้ยงกุ้งเป็นอาชีพที่มั่นคงและยั่งยืนต่อไป

ขอขอบคุณที่มาจาก : บทความทางวิชาการ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ

คุณประโยชน์
1.เพิ่มจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ในระบบทางเดินอาหารสัตว์น้ำ
2.ควบคุมเชื้อก่อโรคไม่ให้เจริญในระบบทางเดินอาหาร และส่งเสริมการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ในร่างกายสัตว์น้ำ
3.กระตุ้นภูมิคุ้มกันแบบพึ่งเซลล์ของสัตว์น้ำ
4.เพิ่มประสิทธิภาพในการดูดซึมโปรตีนในระบบทางเดินอาหารสัตว์น้ำ
5.ช่วยเพิ่มปริมาณเนื้อและน้ำหนักของสัตว์น้ำ
6.ช่วยลดปริมาณสารอินทรีย์ที่ละลายในน้ำ (DOC) และทำให้คุณภาพน้ำในบ่อดีขึ้น
7.ช่วยในการควบคุมแอมโมเนียและไนไตร์ทในบ่อ
8.ควบคุมปริมาณจุลินทรีย์กลุ่มที่ทำให้เกิดโรคในน้ำ
9.ช่วยลดปัญหาการเกิดโรคขี้ขาวในกุ้ง

สรรพคุณ : ใช้เป็นสารเสริมชีวนะสำหรับสัตว์น้ำ

ส่วนประกอบใน 1 กิโลกรัม
สารเสริมชีวนะ
   บาซิลลัส ซับทิลิส 1.48x1010 ซีเอฟยู
   สื่อ เติมจนครบ              1   กิโลกรัม

ลักษณะสำคัญผลิตภัณฑ์
ทางเคมี      : % ความชื้น ≤ 12, pH 5.5-6.5
ทางชีวภาพ : Bacillus spp. >1010 CFU/kg
           Modified Yeast Cell Wall